Night Routine กู้ผิวพังหลังใส่แมสก์ (แบบผิวแพ้ง่าย)

     แมสก์หรือหน้ากากอนามัยที่เป็นสิ่งจำเป็นมากๆ ไม่ว่าเราจะไปที่ไหนเพื่อป้องกันการติดต่อของเชื้อโรคต่างๆ แต่การใส่แมสก์อยู่ตลอดเวลาทุกๆ วันแบบนี้ก็จะทำให้ผิวหน้าของเราเกิดความไม่สมดุล เพราะการกดทับ การเสียดสี และความอับชื้นจากการใส่แมสก์ ทำให้ผิวเกิดการอุดตัน หน้ามัน และเกิดสะสมของเชื้อราและแบคทีเรียได้ง่าย ยิ่งสภาพอากาศร้อนและชื้นจากฝนจะทำให้แบคทีเรียเจริญเติบโตได้ดีอีกด้วย ปัญหาผิวต่างๆ ก็ตามมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นสิวผด สิวอุดตัน สิวอักเสบ นานๆ ไปก็เริ่มมีปัญหาผิวมันเยิ้มแต่ดูขาดน้ำ เมคอัพไม่ติดทนที่หน้า

วิธีสังเกตปัญหาผิวจากการใส่แมสก์

  • มีสิวขึ้นบริเวณผิวที่สัมผัสแมสก์
  • มีอาการคันและแดงของผิวที่สัมผัสแมสก์
  • มีตุ่มหรือผื่นเล็กๆ บริเวณที่ใส่แมสก์

Night Routine กู้ผิวพังเพราะใส่แมสก์ที่ทำได้ง่ายๆ ด้วยตัวเอง
ขั้นตอนที่ 1 ผิวสะอาดแบบไม่สครับ
❌ ความเชื่อที่ว่าการใช้สครับหรือโฟมล้างหน้าที่มีเม็ดสครับจะช่วยทำความสะอาดผิวได้ดีไม่ควรนำมาใช้กับคนผิวแพ้ง่าย เพราะทำให้ผิวเกิดการระคายเคืองจากแรงสครับและทำให้เกราะป้องกันผิวถูกทำลาย โดยเฉพาะสครับจากธรรมชาติที่มักมีรูปร่างที่ไม่แน่นอนจะบาดผิวได้มาก ผิวที่เป็นสิวหรือผื่นจะเกิดการอักเสบมากกว่าเดิม
✅ เลือกเจลล้างหน้าที่ช่วยทำความสะอาดความมันและสิ่งสกปรกที่สะสมไว้ใต้แมสก์ได้ดีแต่ไม่ทำลายเกราะป้องผิวให้อ่อนแอ และช่วยคงความดุลความชุ่มชื้นของผิวไว้ พร้อมตบท้ายด้วยโทนเนอร์ที่ช่วยทำความสะอาดสิ่งสกปรกตกค้างบนผิวหลังล้างหน้า โดยเลือกโทนเนอร์ที่สามารถช่วยคุมมันและกระชับรูขุมขนที่ถือเป็นการเตรียมผิวให้พร้อมก่อนการบำรุงขั้นตอนต่อไป

ขั้นตอนที่ 2 มอยส์เจอร์ไรเซอร์แบบสบายผิว
❌ หลีกเลี่ยงการใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่มีเนื้อหนักผิวและมีส่วนผสมที่ก่อให้เกิดการอุดตันเพิ่ม เช่น น้ำมันจากธรรมชาติและซิลิโคน มาใช้เป็นขั้นตอนแรกๆ เพราะจะทำให้ผิวมันเยิ้มเพิ่มโอกาสเกิดสิวแล้ว ตัวบำรุงชนิดอื่นจะไม่ซึมลงสู่ผิวและอาจไม่มีประสิทธิภาพ
✅ เลือกมอยส์เจอร์เซอร์เนื้อบางเบาแบบเนื้อเอสเซนซ์หรือน้ำตบ ที่เน้นการเติมน้ำเข้าผิวโดยไม่เพิ่มความมันบนใบหน้า ซึมไว และไม่มีสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง ลดปัญหาผิวเป็นขุยและแห้งลอกจากการเสียดสีของแมสก์

ขั้นตอนที่ 3 เลือกผลัดเซลล์ผิวแบบผิวแพ้ง่าย
เลือกผลิตภัณฑ์รักษาสิวจากแมสก์ได้เหมาะกับคนแพ้ง่าย ถึงแม้ว่า retinol BHA และ AHA จะเป็นที่รู้จักกันดีในการรักษาสิวเพราะความสามารถในช่วยผลัดเซลล์ผิวจึงสามารถลดสิวอุดตันได้ แต่ความจริงแล้วกลไกการทำงานแตกต่างกัน
Retinol จะไปกระตุ้นการหลุดลอกของเซลล์ผิวจากด้านล่างขึ้นมาด้านบน เซลล์ผิวใหม่ที่เจริญยังไม่เต็มที่จึงหลุดออกไปได้ง่ายโดยไม่ต้องทำลายสะพานเชื่อมเซลล์ เรียกกระบวนการนี้ว่า cell turn over แต่เรตินอลที่เปลี่ยนเป็นกรดวิตามินเอเมื่อทาลงบนผิวจะทำให้เกิดการระคายเคืองได้ง่าย และทำให้ผิวลอกออกมาเป็นแผ่นๆ เห็นได้ชัดเจนกว่าการผลัดเซลล์ผิวทั่วไป ทำให้ผิวอ่อนแอเพราะเกราะป้องกันผิวไม่แข็งแรง
AHA และ BHA จะไปทำลายสะพานเชื่อมระหว่างเซลล์ผิวชั้นบนสุดทำให้เซลล์หลุดออกจากกัน เรียกกระบวนการนี้ว่า Exfoliation และนอกจากนี้ BHA ยังมีช่วยลดความมันส่วนเกินที่อุดตันในรูขุมขนได้ดีแต่ไม่ทำให้ผิวอ่อนแอ และมีส่วนช่วยลดการอักเสบของผิวอีกด้วย จึงเป็นตัวช่วยลดสิวจากแมสก์สำหรับผิวแพ้ง่ายที่ดีกว่า

Leave a Reply