Photoaging ผิวแก่…แดด

     เคยสังเกตไหมทำไมคนที่อายุเท่ากันแต่ดูแก่ไม่เท่ากัน  คนทำงานกลางแจ้งมักมีฝ้า กระ และริ้วรอยเร็วกว่าคนทำงานในออฟฟิศ เพราะความแก่ที่เราเห็นไม่ได้มาจากอายุที่เพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่มีปัจจัยภายนอกเข้ามากระตุ้นร่วมด้วย เช่น ความเครียด มลภาวะ และแสงแดดที่ส่งผลกระทบมากที่สุด โดยเราจะเรียกผิวแก่จากแสงแดดว่า Photoaging

“…80 % สัญญาณแห่งวัยของผิวมาจากการได้รับรังสียูวีเป็นเวลานานๆ…”

Photoaging คืออะไร
ผลกระทบของผิวหนังที่เกิดจากการที่รังสียูวีกระตุ้นการผลิตเม็ดสีผิวมากกว่าปกติทำให้ผิวเกิดฝ้า กระ จุดด่างดำ และรังสียูวียังทำลายเส้นใยโปรตีนช่วยเรื่องความแข็งแรง คงรูป และยืดหยุ่นของผิวอย่างคอลลาเจนและอิลาสติน ทำให้เกิดริ้วรอยร่องลึกก่อนวัยอันควร หรือเรียกง่ายๆ คือผิวแก่จากการสัมผัสแสงแดดนั่นเอง

Photoaging เกิดขึ้นได้อย่างไร
• UVB ที่สามารถส่องผ่านได้ถึงผิวหนังชั้นกำพร้า (Epidermis) จะทำให้เกิดอนุมูลอิสระและกระตุ้นให้เซลล์สร้างเม็ดสีผิว (Melanocyte) ทำงานเพิ่มขึ้น ทำให้ผิวเกิดความหมองคล้ำหรือหากการกระจายตัวของเม็ดสีผิว (Melanin) ไม่เท่ากันจะเห็นเป็นฝ้า กระ หรือจุดด่างดำนั่นเอง
• UVA ที่สามารถส่องผ่านได้ลึกกว่า ส่งผลให้มีการสร้างเอนไซม์ที่มีชื่อว่า matrix metalloproteinases (MMPs) เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นเอนไซม์สำคัญในการย่อยสลายคอลลาเจนและอิลาสตินที่อยู่ในชั้นหนังแท้ (Dermis) ทำให้ผิวสูญเสียความยืดหยุ่นและความแข็งแรง รวมถึงการกักเก็บน้ำในผิวลดลง ทำให้ผิวเกิดความแห้งกร้าน ริ้วรอยร่องลึก และความหย่อยคล้อย

ป้องกันผิวจาก Photoaging
• ใช้ครีมกันแดดเป็นประจำ
การใช้ครีมกันแดดเป็นหัวใจสำคัญของการป้องกันผิวแก่จากแสงแดด เพราะเป็นการป้องกันตั้งแต่ต้นเหตุนั่นก็คือรังสียูวี ต่อให้ไม่มีกิจกรรมกลางแจ้งก็ควรทาครีมกันแดดเพราะรังสี UVA สามารถทะลุผ่านหน้าต่างหรือผนังที่เป็นกระจกได้ รวมถึงการต้องเจอกับแสงสีฟ้าจากหน้าจอโทรศัพท์และแสงจากหลอดไฟ ก็สามารถกระตุ้นให้ผิวเกิดอนุมูลอิสระซึ่งเป็นสาเหตุของความแก่ก่อนวัยได้นั่นเอง

• ปลอบประโลมผิวหลังออกแดด
หลังการเผชิญแสงแดดมาทั้งวันผิวจะสะสมความร้อนไว้มากมายแม้ทาครีมกันแดด ควรลดอุณหภูมิผิวให้เย็นลงด้วยการล้างหน้าและใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์ นอกจากจะเป็นการทำความผิวจากสิ่งสกปรกและความมันแล้วยังช่วยเติมเต็มความชุ่มชื้น ลดความแห้งกร้านจากการสูญเสียความชุ่มชื้นจากรังสียูวีอีกด้วย

• ฟื้นฟูผิวด้วย antioxidant
แม้จะทากันแดดแล้วแต่ก็ไม่มีครีมกันแดดไหนที่สามารถปกป้องผิวได้ 100% มีโอกาสที่ผิวจะเกิดอนุมูลอิสระได้อยู่ดี การฟื้นฟูผิวด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารต้านอนุมูลอิสระจึงมีความสำคัญ เพื่อลดผลการะทบจากการสร้างอนุมูลอิสระโดยรังสียูวี เป็นวิธีช่วยป้องกันผิวแก่จากแสงแดดอีกทางหนึ่ง สารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินซี วิตามินอี หรือสารสกัดจากพืชชนิดต่างๆ เป็นต้น

ปัญหาผดร้อนของเจ้าตัวเล็ก

     ซัมเมอร์ที่อากาศร้อนอบอ้าวอาจทำให้เจ้าตัวเล็กส่อแววมีปัญหาผิวมาทำให้ไม่สบายตัวและให้คุณแม่คอยกังวลใจอีกด้วย เพราะร่างกายจะขับเหงื่อออกมาเพื่อระบายความร้อน “เหงื่อ” จึงก่อให้เกิดปัญหาผิวหนังหน้าร้อนแก่เด็กและในผู้ใหญ่บางคนได้อีกด้วย โดยเฉพาะโรคผดร้อน

ผดร้อน (Heat rash) มีลักษณะเป็นตุ่มคันเล็กๆ มักเกิดบริเวณใต้ร่มผ้า เช่น คอ ข้อพับ หน้าอก หรือรักแร้ สาเหตุหลักของการเกิดผดร้อนมาจากเหงื่อ ยิ่งเจออากาศร้อนและชื้นทำให้เหงื่ออกมามากและทำให้ต่อมเหงื่อเกิดการอุดตันใต้ผิวหนัง ทำให้ไม่สามารถระบายเหงื่ออกมาได้และเกิดการสะสมของเหงื่อได้ผิวหนัง เกิดเป็นตุ่มน้ำและพัฒนาไปเป็นผดร้อนหรือเกิดการอักเสบและติดเชื้อได้

โดยเฉพาะเด็กเล็กอาจเกิดจากหลายสาเหตุร่วมด้วย เช่น

  • ต่อมเหงื่อยังพัฒนาไม่สมบูรณ์โดยเฉพาะในเด็กแรกเกิด
  • การแต่งกายที่รัดมากเกินไปทำให้เหงื่อระบายออกได้ยาก
  • สภาพอากาศร้อนและชื้น หรือกิจกรรมกลางแจ้งที่ส่งผลให้เหงื่อออกมากกว่าปกติ

แยกผดร้อนออกเป็น 4 ชนิด

  1. Miliaria crystallina เป็นผดร้อนที่มีความรุนแรงน้อยที่สุด เกิดขึ้นจากการอุดตันของต่อมเหงื่อในผิวหนังชั้นบนสุด (Stratum Corneum) มีลักษณะเป็นตุ่มใสเล็กๆ ที่แตกออกได้ง่าย
  2. Miliaria rubra เป็นผดร้อนที่เกิดขึ้นได้บ่อยที่สุด เกิดการอุดตันของต่อมเหงื่อในผิวหนังที่ลึกลงมาเล็กน้อย (Mid-epidermis) เป็นตุ่มสีแดงเล็กๆ มักมีอาการคันและชาบริเวณที่เกิดผด
  3. Miliaria pustulosa เกิดจากการอักเสบของแบคทีเรียบริเวณที่เป็นผด ทำให้มีลักษณะเป็นหนองอยู่ภายใน
  4. Miliaria profunda ผดร้อนที่พบได้น้อยและมีความรุนแรงมากที่สุด เกิดจากการอุดตันของต่อมเหงื่อลึกไปถึงผิวหนังชั้นล่าง (dermis) มีลักษณะเป็นตุ่มแดง มักเกิดการเจ็บจี๊ดๆ ทำให้รู้สึกไม่สบายตัว

วิธีการดูแลและป้องกันปัญหาผดร้อน

  • แต่งกายด้วยเสื่อผ้าที่ระบายอากาศได้ดีอย่างผ้าฝ้ายและไม่รัดรูปจนเกินไป ไม่ห่มผ้าให้ลูกหนาจนเกินไป อาจใช้ผ้าอ้อมบางๆ ก็พอในตอนกลางวัน
  • ตัดเล็บให้ของลูกเพื่อป้องกันการเกา อาจทำให้อาการรุนแรงขึ้นได้
  • หลีกเลี่ยงอาบน้ำที่อุ่นจนเกินไป อาบน้ำที่อุณภูมิเย็นกว่าเดิมเล็กน้อย เพื่อปรับอุณหภูมิผิวของลูกให้ลดลง
  • หลังอาบน้ำบำรุงผิวด้วยครีมเนื้อบางเบาเพื่อไม่ให้ผิวของลูกแห้งจนเกินไป และเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนช่วยลดอาการระคายเคืองและปลอบประโลมผิวของลูกน้อยให้แข็งแรงขึ้น และปราศจากสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองผิวเพิ่ม  

Reference Scott Litin, M.D. (2018). Mayo Clinic Family Health Book. Available : https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/heat-rash/symptoms-causes (2021, March 18)

3-O-Ethyl Ascorbic Acid วิตามินซีที่ดีที่สุด

ถ้าอยากหาเซรั่มเพื่อผิวกระจ่างใสสักตัว ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าวิตามินซี (Vitamin C) เป็นสิ่งแรกๆ ที่ใครหลายคนนึกถึง เพราะเป็นสารต้านอนุมูลอิสระสูงที่นอกจากจะช่วยให้ผิวขาวกระจ่างใส ลดเลือนจุดด่างดำ ฝ้า กระ ต่างๆแล้ว ยังช่วย กระตุ้นการสร้างเส้นใยคอลลาเจนเพื่อลดลือนริ้วรอย ฟื้นฟูผิวไหม้ (sunburn) จากแสงแดด และช่วยลดการระคายเคืองได้อีกด้วย

วิตามินซีบริสุทธิ์หรือ Pure vitamin C ที่สามารถออกฤทธิ์ทางชีวภาพได้หรือสามารถนำมาใช้ในทางยาและเครื่องสำอางจะอยู่ในรูป L-Ascorbic Acid  ที่มีความไม่เสถียรและถูกออกซิไดซ์ได้ง่าย หรือไม่ทนต่อแสง อากาศ อุณหภูมิ และ pH จึงทำให้เสื่อมประสิทธิภาพได้ง่าย ดังนั้นในทางเครื่องสำอางจึงมักใช้อนุพันธ์วิตามินซี (Vitamin C derivatives) ที่มีความเสถียรมากกว่าแทน

Vitamin C derivatives มีหลากหลายโครงสร้าง ที่มักนิยมใช้คือ…

  • 3-O-Ethyl Ascorbic Acid
  • Ascorbic Acid 2-Glucoside หรือ Ascorbyl Glucoside
  • Sodium Ascorbyl Phosphate

โดยทั้ง 3 ตัวจะถูกเปลี่ยนเป็น L-Ascorbic Acid หรือรูปแบบที่สามารถออกฤทธิ์ได้เมื่อซึมลงสู่ผิว และถึงแม้ว่าจะให้คุณสมบัติที่เหมือนกันแต่ด้วยโครงสร้างที่แตกต่างกันทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ไม่เท่ากัน ซึ่งสามารถเปรียบเทียบปัจจัยต่างๆ ได้ดังนี้

  • การทนต่อการเกิดออกซิเดชั่น (oxidation)

อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าวิตามินซีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระสูง (antioxidant activity) หรือมีคุณสมบัติในการดักจับอนุมูลอิสระในร่างกาย แต่ตัวมันเองก็เสี่ยงต่อการถูกออกซิไดซ์จาก L-Ascorbic Acid เป็น Dehydroascorbic Acid ซึ่งจะทำให้เสื่อมสภาพได้ง่ายขึ้น

โดย Sodium Ascorbyl Phosphate (SAP) ถูกปรับมาให้เติมโซเดียมเข้าไปลดโอกาสถูกออกซิไดซ์ จึงมีความเสถียรมากกว่า L-Ascorbic Acid (LAA) ในขณะที่ 3-O-Ethyl Ascorbic Acid (3OAA) ถูกเติม Ethyl และ Ascorbic acid-2-glucoside (AA2G) ที่เป็นการเติมโมเลกุลน้ำตาลลงไปในตำแหน่งเดียวกันเพื่อป้องกันการเกิดออกซิเดชั่น ทำให้วิตามินซีมีความเสถียรมากขึ้น


  • การซึมผ่านสู่ผิว (Skin penetration)

L-Ascorbic Acid (LAA) มีลักษณะโครงสร้างเป็นแบบละลายน้ำ ทำให้ซึมผ่านลงสู่ผิวได้ไม่ดี ในขณะที่ Sodium Ascorbyl Phosphate (SAP) และ Ascorbic Acid 2-Glucoside (AA2G) ที่ถูกเพิ่มเพิ่มความเสถียร แต่ยังมีลักษณะละลายน้ำเหมือนกันจึงซึมผ่านลงสู่ผิวที่เป็นโครงสร้างของไขมันได้ยากนั่นเอง ในขณะที่ 3-O-Ethyl Ascorbic Acid (3OAA) ถูกปรับให้มีความสามารถละลายน้ำมันได้มากขึ้น คล้ายกับลักษณะโครงสร้างของผิว (Skin Barrier) ที่เป็นชั้นไขมัน จึงสามารถซึมลงสู่ผิวได้ดีกว่า

  • pH

L-Ascorbic Acid (LAA) ความเป็นกรดสูง (pH 3.5)ซึ่งอาจทำให้เกิดการระคายเคืองของผิวได้ในขณะที่ Ascorbyl Phosphate (SAP) มีความเป็นกลาง (pH 7) 3-O-Ethyl Ascorbic Acid (3OAA) มี pH 5 และ Ascorbic Acid 2-Glucoside (AA2G) ที่สามารถอยู่ได้ทั้งในสภาวะกรด กลาง และเบส (broad pH range) จึงทำให้ทั้ง 3-O-Ethyl Ascorbic Acid (3OAA) และ Ascorbic Acid 2-Glucoside (AA2G) เป็นที่นิยมเพราะสามารถนำมาใช้ผลิตเครื่องสำอางที่มี pH ใกล้เคียงกับผิว (pH 5.5) จึงช่วยลดการระคายเคืองผิวจากการใช้วิตามินซีได้

  • ความสามารถต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant capacity)

เมื่อทำการทดลองเปรียบเทียบความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระ โดยวิธีการ DPPH Assay จะสามารถเรียงลำดับได้ว่า L-Ascorbic Acid (LAA) > 3-O-Ethyl Ascorbic Acid (3OAA)  > Ascorbyl Phosphate (SAP) > Ascorbic Acid 2-Glucoside (AA2G) ด้วยเหตุผลที่กล่าวไปตอนต้นว่า L-Ascorbic Acid (LAA) มีความไม่เสถียรและถูกออกซิไดซ์ได้ง่ายจึงไม่นิยมนำมาใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอาง แต่เมื่อเทียบกับกลุ่มของตัวอนุพันธ์แล้ว 3-O-Ethyl Ascorbic Acid (3OAA) มีความสามารถต้านอนุมูลอิสระดีที่สุด

และนี่คือเหตุผลว่าทำไม 3-O-Ethyl Ascorbic Acid (3OAA) เป็นอนุพันธ์วิตามินซีที่ดีที่สุด ด้วยคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าและสามารถซึมลงสู่ผิวได้ดีกว่าอนุพันธ์รูปแบบอื่นๆ รวมทั้งมี pH ที่ใกล้เคียงกับผิว จึงเป็นวิตามินซีที่เหมาะสมนำมาใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอาง เพราะเมื่อเทียบกับวิตามินซีที่ซึมผ่านลงสู่ผิวไม่ดีก็ไม่สามารถออกฤทธิ์ในผิวได้ และถ้าไม่เสถียรหรือไม่ทนต่อสภาวะต่างๆ ก็ทำให้วิตามินซีเสื่อมสภาพก่อนถูกนำมาใช้ ต่อให้ใช้ผลิตภัณฑ์ราคาแพงแค่ไหนก็ได้ผลลัพธ์ที่ไม่คุ้มค่าแน่นอน

References

Silvia, S. Comparative study of ascorbic acid and derivatives with interest in anti-aging cosmetics.  Master in Pharmaceutical Technology. 2017 Sep. (1-150).

กันแดดของคนเป็นสิวผิวแพ้ง่าย

ครีมกันแดดเป็นหนึ่งในไอเทมสำคัญเหมือนกับครีมสามัญประจำตัวของคนทุกเพศทุกวัยเลยก็ว่าได้ เพราะรังสี UV เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้หน้าแก่ก่อนวัยได้ คนเป็นสิวหลายๆ คนมักข้ามกันตอนนี้ไปเพราะคิดว่าไม่สำคัญและมักทำให้หน้ามันยิ่งกว่าเดิม แต่ความจริงแล้วคนเป็นสิวก็สามารถใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดได้แต่ต้องระมัดระวังการเลือกใช้เป็นพิเศษ

คนเป็นสิวควรใช้ครีมกันแดดแบบไหน
– เนื้อบางเบา ซึมไว ไม่ทิ้งความมันบนใบหน้า
– SPF และ PA ที่เหมาะสม
– ไม่อุดตัน ไม่ก่อสิวเพิ่ม
– ปราศจากสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง

มีวิธีการเลือกกันแดดแบบง่ายๆ แบบนี้เลย…
– กันแดดเนื้อน้ำนมเนื้อบางเบากว่า
ผลิตภัณฑ์กันแดดในท้องตลาดมีให้เลือกมากมายหลาย texture แต่กันแดดสำหรับคนเป็นสิวและมีผิวแพ้ง่ายควรเป็นเนื้อน้ำนมมีลักษณะบางเบา ซึมไว ไม่ทำให้หน้ามันเพิ่ม แทนการเลือกใช้เนื้อครีมที่มีเนื้อหนักกว่าและมีส่วนผสมที่เป็นน้ำมันมากกว่า จึงอาจทำให้หน้ามันเยิ้มระหว่างวันได้

– SPF/PA ต้องเพียงพอ
อย่างที่รู้กันดีว่าแดดของเมืองไทยร้อนแรงขนาดไหน รังสียูวีจากแดดจะไปกระตุ้นให้ผิวสร้างอนุมูลอิสระ ทำลายคอลลาเจนและอิลาสตินทำให้ผิวแก่ก่อนวัย และกระตุ้นการผลิตเม็ดสีเมลานินมากขึ้น ทำให้ผิวคล้ำเสียเกิดฝ้า กระ จุดด่างดำ เพราะฉะนั้นการเลือกการปกป้องผิวที่เพียงพอจึงจำเป็นมาก โดย SPF 50 / PA+++ เป็นค่าที่เหมาะสมและเพียงพอต่อการใช้ในชีวิตประจำวัน (สามารถเข้าไปอ่านเพิ่มเติมได้ที่ SPF และ PA ครีมกันแดด…แค่ไหนถึงพอ)

– Silicone คือสิ่งต้องห้าม
สิ่งสำคัญที่ต้องระวังในการเลือกผลิตภัณฑ์กันแดดสำหรับคนเป็นสิวคือการอุดตัน เพราะสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้ใช้อะไรก็เป็นสิวนั่นคือการอุดตันของรูขุมขนนั่นเอง เราสามารถเลือกผลิตภัณฑ์กันแดดที่ไม่มีส่วนผสมของซิลิโคนได้ด้วยการสังเกตคำว่า Silicone free และควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่กันน้ำ (waterproof/water resistant) ครีมกันแดด

– ปราศจากสารก่อให้เกิดการระคายเคือง
หลีกเลี่ยงกันแดดที่มีส่วนผสมของพาราเบนและน้ำหอม เพราะพาราเบนเป็นสารกันเสียที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อระบบภายในของร่างกาย น้ำหอมเป็นสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองได้ง่ายที่สุดและนอกจากนี้ยังมีส่วนทำให้ผิวของเราไวต่อแสงแดดได้มากขึ้นอีกด้วย

– มากกว่ากันแดดคือบำรุง
ระหว่างที่ผิวเราโดนรังสียูวี ผิวของเราจะสร้างอนุมูลอิสระขึ้นมาไปทำลายเส้นใยคอลลาเจนและอิลาสตินทำให้ผิวกักเก็บความชุ่มชื้นได้น้อยลง ผิวแห้งกร้านและเกิดริ้วรอยก่อนวัย กันแดดที่มีส่วนผสมของมอยส์เจอร์ไรเซอร์และสารต้านอนุมูลอิสระจึงมีส่วนช่วยในการฟื้นบำรุงผิวเสียจากแสงแดดได้ดี นอกจากนี้สารต้านอนุมูลอิสระยังมีส่วนช่วยยับยั้งการผลิตเม็ตสีเมลานินจึงลดปัญหาผิวคล้ำเสียจากแสงแดดได้

เพราะฉะนั้นการเลือกผลิตภัณฑ์กันแดดฉบับคนเป็นสิวผิวแพ้ง่ายจึงต้องมีความใส่ใจในรายละเอียด เพื่อประสิทธิภาพในการปกป้องผิวจากแสงแดดแล้วยังต้องบำรุงผิว และลดปัญหาผิวที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอีกด้วย

รอยดำ รอยแดง หลุมสิว วิตามินซีช่วยได้

“สิว” วงการที่เข้าแล้วออกยากมากๆ เพราะใช่ว่ารักษาสิวเสร็จแล้วปัญหาจะหมดไป ใครหลายๆ คนมักประสบปัญหารอยดำรอยแดง หรือแม้แต่หลุมสิว ฝากเป็นรอยจารึกไว้ว่าหน้าเราเคยเป็นสิว!! รักษาสิวกว่าจะหายก็ว่ายากแล้ว รักษารอยดำและหลุมสิวก็ยากไม่แพ้กัน ต้องใช้ความอดทนและใช้เวลาในการดูแลผิวหน้าของเราให้กลับสวยใสเหมือนเดิม

รอยแดงจากสิวมักเกิดขึ้นตามมาหลังการเกิดสิวอักเสบ ถ้าไม่ได้รับการดูแลตั้งแต่เนิ่นๆ ก็จะกลายเป็นรอยดำที่รักษาได้ยากขึ้น ยิ่งถ้าการอักเสบของสิวมีมากหรือสร้างความเสียหายถึงผิวหนังชั้นใน (Dermis layer) ก็จะทำให้เกิดหลุมสิวได้ เพราะหลุมสิวเกิดจากการซ่อมแซมตัวเองของผิวหลังการอักเสบโดยการสร้างพังผืดออกมาเกิดการดึงรั้งและทำให้ผิวยุบตัวลงนั่นเอง

“รอยดำ รอยแดง หลุมสิว วิตามินซีช่วยได้”

Vitamin C เป็นสิ่งตัวแรกๆ ที่คนมักนึกถึงเรื่องความกระจ่างใส ลดเลือนรอยดำรอยแดงต่างๆ แต่อีกหนึ่งความสามารถที่หลายคนคาดไม่ถึงคือ วิตามินซีสามารถช่วยให้หลุมสิวดูตื้นขึ้นได้เช่นกัน

วิตามินซี —–> ช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสีผิว (melanin) + ลดอาการอักเสบ = ลดเลือนรอยแดงรอยดำ

วิตามินซี —–> ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน = หลุมสิวดูตื้นขึ้น

วิตามินซีสามารถยับยั้งกระบวนการสร้างเม็ดสีผิว (melanin) ที่เป็นสาเหตุของการเกิดจุดด่างดำต่างๆ ช่วยลดการอักเสบของผิวจึงช่วยลดการแดงของผิวได้ และนอกจากนี้วิตามินซีจึงมีส่วนช่วยให้ผิวซ่อมแซมตัวเองให้เพียงพอ ให้ผิวเรียบเนียน ลดเลือนหลุมสิวให้ดูจางลง จากการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนซึ่งเป็นเส้นใยโปรตีนที่มีในผิวช่วยเรื่องความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของผิว

สิ่งที่ต้องระวัง ถ้าไม่อยากหน้าพังกว่าเดิม !!

คนที่กำลังรักษาสิวอยู่ควรหลีกเลี่ยงการใช้วิตามินซีร่วมกับครีมรักษาสิวที่มีฤทธิ์เป็นกรดเหมือนกัน เช่น ยาแต้มสิวหรือผลิตภัณฑ์รักษาสิวจะใส่สารที่ช่วยในการผลัดเซลล์ผิวและสารเหล่านี้มักมีฤทธ์เป็นกรดจะใช้ร่วมกับวิตามินซีเป็นกรดเหมือนกันไม่ได้ เพราะนอกจากจะไม่ช่วยให้ดีขึ้นแล้วอาจทำให้สิวเห่อขึ้นมายิ่งกว่าเดิม ควรใช้ทั้ง 2 ตัวแยกกันหรือใช้กันคนละช่วงเวลา เช่น ใช่ยาแต้มสิวไประยะเวลาหนึ่งจะกระทั่งสิวอุดตันหรือสิวอักเสบดีขึ้นแต่ยังคงเหลือรอยแดงอยู่ก็สลับมาใช้วิตามินซีเพื่อช่วยในการสมานรอยแผล ลดการอักเสบ ลดเลือนรอยแดง ป้องกันการเกิดรอยดำจากสิว และช่วยป้องกันการเกิดหลุมสิวได้นั่นเอง


Reference :

Pullar M.J., Carr C.A., and Margreet C. M. The Roles of Vitamin C in Skin Health. Nutrients. 2017 Aug; 9(8): 866.

3 ฮีโร่กู้ผิวให้แข็งแรง

หลายคนที่มีปัญหาผิวแห้งถึงแห้งมาก ต้องการมอยส์เจอร์ไรเซอร์ดีๆ สักตัวเพื่อแก้ปัญหาผิวแห้งลอก เป็นขุย แต่งหน้าไม่ติด หรือบางคนอาจมีปัญหาสิวผดอยู่เรื่อยๆ แต่ทำยังไงหน้าก็ไม่อิ่มเด้งฉ่ำน้ำกับเขาสักที อะไรที่เขาว่าดีก็ลองมาหมดแล้ว

รู้หรือไม่ว่า…มอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่เหมาะกับคนผิวแห้งมาก ไม่ใช่มีแต่สารเติมเต็มความชุ่มชื้นเท่านั้น แต่ควรมีส่วนช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของชั้นผิวด้วยถึงจะดี เพราะต่อให้บำรุงผิวไปเท่าไหร่แต่ผิวของเรายังอ่อนแอทำให้กักเก็บความชุ่มชื้นไม่อยู่ ผิวก็แห้งอีกอยู่ดี

3 ฮีโร่สำคัญที่ช่วยกู้ผิวแข็งแรง คือ Ceramides + Cholesterol + Fatty acids

ซึ่งเป็นไขมันที่พบได้ตามธรรมชาติในผิวชั้นนอก การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของไขมัน 3 ชนิดนี้จึงเหมือนเป็นการเลียนแบบโครงสร้างชั้นผิว จะช่วยให้เกราะป้องกันผิวแข็งแรงขึ้นได้นั่นเอง

  • เซราไมด์ (Ceramides) คือไขมันที่พบได้ตามธรรมชาติในชั้นผิวถึง 47% ของไขมันในผิวชั้นนอก มีส่วนสำคัญมากในเรื่องของความแข็งแรงของเกราะป้องกันผิว
  • คอเลสเตอรอล (Cholesterol) คือไขมันที่แทรกอยู่ตามเซราไมด์
  • กรดไขมัน (fatty acids) ไขมันอีกชนิดเป็นองค์ประกอบอยู่ในโครงสร้างชั้นผิว และเป็นส่วนประกอบหนึ่งของเซราไมด์ กรดไขมันต่างชนิดกันสร้างเซราไมด์ต่างกัน และมีส่งผลต่อการจัดเรียงตัวของชั้นไขมันอีกด้วย

เพราะโครงสร้างผิวหนังของเรานั้นจัดเรียงตัวเหมือนอิฐก่อปูน อิฐคือเซลล์ผิวที่มีความชุ่มชื้นตามธรรมขาติที่เรารู้จักกันดีว่าเป็น NMFs ประกอบอยู่ และปูนก็คือไขมันที่เชื่อมเซลล์ผิวหรืออิฐแต่ละก้อนเข้าด้วยกัน และคอยทำหน้าป้องกันการเสียความชุ่มชื้นออกจากผิว ถ้าไขมันจัดเรียงตัวไม่ดีก็จะทำให้โครงสร้างไม่แข็งแรงเหมือนกำแพงที่ชำรุด ผิวจึงสูญเสียความชุ่มชื้นได้ง่ายนั้นเอง

เกราะป้องกันผิวแข็งแรง สำคัญยังไง ?

  • โครงสร้างไขมันในชั้นผิวแข็งแรงจะช่วยให้เซลล์ผิวจัดเรียงตัวเป็นระเบียบ
  • ป้องกันเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมต่างๆ เข้าสู่ผิว ลดโอกาสกระตุ้นให้เกิดการระคายเคือง
  • ลดการสูญเสียความชุ่มชื้น ผิวกักเก็บความชุ่มชื้นได้ดีขึ้น
  • สามารถแก้ปัญหาผิวแห้ง ผิวแพ้ง่าย ได้ในระยะยาว

การมีเกราะป้องกันผิวแข็งแรงมีความสำคัญกับทุกสภาพผิว โดยเฉพาะคนที่มีผิวแห้งมากและมีแนวโน้มบอบบางแพ้ง่าย เพราะเป็นเหมือนด่านสำคัญคอยปกป้องผิวจากการสูญเสียความชุ่มชื้น และการคัดกรองสารซึมผ่านเข้าสู่ผิวแล้วกระตุ้นให้เกิดการแพ้และระคายเคือง คนที่มีปัญหาผิวเรื้อรังมักมีเกราะป้องกันผิวที่อ่อนแอจึงทำให้ฟื้นฟูผิวได้ยากนั่นเอง

การเลือกผลิตภัณฑ์ดูแลผิวแห้งมากและมีแนวโน้มแพ้ง่าย ไม่ใช่แค่หามอยส์เจอร์ไรเซอร์ธรรมดาๆ แต่ควรมีส่วนผสมของเซราไมด์ คอเลสเตอรอล และกรดไขมัน เพื่อฟื้นบำรุงเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรงและลดปัญหาผิวแห้งลอกในระยะยาวนั้นเอง

ผิวแพ้ง่าย vs ผิวระคายเคือง ใครว่าเหมือน ?

เครื่องสำอางในท้องตลาดปัจจุบันมักทำการโฆษณาว่าเหมาะสำหรับผิวแพ้ง่าย (For sensitive skin) ทำให้ใครหลายคนกลับมาตั้งคำถามว่าตัวเองนั้นมีผิวแพ้ง่ายหรือเปล่า…?

จากผลการสำรวจหนึ่งพบว่ากว่า 50% ของผู้หญิงและ 40% ของผู้ชาย คิดว่าตัวพวกเขาเองมีผิวที่บอบบางแพ้ง่าย นั่นทำให้ความต้องการของผลิตภัณฑ์เพื่อผิวบอบบางแพ้ง่ายโดยเฉพาะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่อาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นจากการใช้เครื่องสำอางอาจไม่ใช่การแพ้เครื่องสำอางเสมอไป เพราะกว่า 80-90% มักเป็นการระคายเคือง มีเพียง 10-20% เท่านั้นที่มีอาการแพ้ แล้วการระคายเคืองกับการแพ้เครื่องสำอางต่างกันยังไง…

อาการข้างเคียงหลังการใช้เครื่องสำอางจะแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ

  • อาการแพ้
  • อาการระคายเคือง

อาการแพ้เครื่องสำอาง (Allergic Contact Dermatitis)

  • เป็นอาการที่เกิดขึ้นเฉพาะบุคคล เกี่ยวข้องกับพันธุกรรม
  • อาการแสบร้อน ผิวหนังอักเสบ มักเกิดขึ้นหลังจากการใช้ผลิตภัณฑ์หนึ่งเป็นเวลา 10-14 วัน (ระยะกระตุ้นให้เกิดการแพ้) และจะแสดงอาการแพ้รุนแรงขึ้นหลังการใช้ซ้ำ
  • ผิวของเราจะเสียหายลึกไปถึงผิวหนังชั้นกลาง (Dermis) ทำให้มีความรุนแรงมากกว่าการระคายเคือง
  • ควรรักษาโดยการพบแพทย์หรือสามารถป้องกันการเกิดอาการแพ้ได้โดยการหลีกเลี่ยงสารที่ทำให้แพ้ โดยต้องไปทำการทดสอบการแพ้กับผู้เชี่ยวชาญโดยตรง แต่ละคนจะแพ้สารที่ไม่เหมือนกัน เช่น คนที่ 1 แพ้สาร A แต่คนส่วนใหญ่อาจไม่เกิดการแพ้ก็ได้

อาการระคายเคืองจากเครื่องสำอาง (Irritant Contact Dermatitis)

  • อาการคัน แดง ผิวแห้งลอก เป็นสิว เป็นอาการที่แสดงออกมาทันทีหลังจากการใช้เครื่องสำอางนั้นๆ และจะบรรเทาลงเมื่อหยุดใช้หรือล้างออก
  • จะแสดงอาการเฉพาะบริเวณที่ผิวถูกกระตุ้นจากการทาสกินแคร์ หรือสารเคมีต่างๆ ต่างจากการแพ้ที่จะแสดงอาการได้ทั่วร่างกาย
  • สามารถเกิดขึ้นได้ทุกคนและมีความรุนแรงของอาการน้อยกว่าการแพ้

ทำไมเครื่องสำอางส่วนใหญ่จึงใช้คำว่า “ผิวบอบบางแพ้ง่าย”

เครื่องสำอางที่ใช้การโฆษณาว่าเหมาะสำหรับผิวแพ้ง่าย หมายถึงความปลอดภัยของการใช้เครื่องสำอางโดยปราศจากสารก่อให้เกิดการระคายเคือง ไม่ใช่การป้องกันการแพ้เครื่องสำอาง เราสามารถหลีกเลี่ยงการระคายเคืองได้โดยการดูส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ เช่น แอลกอฮอล์, fragrance, essential oil, สารที่มีความเป็นความเป็นกรดหรือเบสมาก เป็นต้น

อ้างอิง : Inamadar AC, Palit A. Sensitive skin: An overview. Indian J Dermatol Venereol Leprol 2013;79:9-16.

SPF และ PA ในครีมกันแดด…แค่ไหนถึงพอ

ถ้าพูดถึงสกินแคร์ที่สามารถใช้ได้ทุกเพศทุกวัยและควรจะใช้ทุกวันละก็จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก “ครีมกันแดด” เพราะอากาศเมืองไทยไม่ว่าจะฤดูร้อน หนาว หรือฝน แดดก็เปรี้ยงพร้อมที่จะแผดเผาผิวของเราอยู่ตลอด ครีมกันแดดในท้องตลาดก็มีให้เลือกมากมาย แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าครีมกันแดดแบบไหนที่เหมาะกับสภาพอากาศของเมืองไทย

ก่อนอื่น…มาทำความเข้าใจคำบนฉลากของผลิตภัณฑ์กันแดดก่อนว่าคืออะไรบ้าง

Broad Spectrum คืออะไร

Broad spectrum บนฉลากหมายถึงผลิตภัณฑ์กันแดดที่สามารถปกป้องผิวจากรังสี UVA และ UVB ซึ่งเป็นสาเหตุของความหมองคล้ำและริ้วรอยก่อนวัย แต่ถ้าต้องการรู้ว่าสามารถป้องกันได้มากแค่ไหนให้ดูที่ค่า SPF และ PA

SPF คืออะไร

SPF หรือ Sun Protection Factor คือค่าที่บ่งบอกว่าผลิตภัณฑ์นี้มาสามารถปกป้องผิวจากอาการผิวไหม้ (burning) หรืออาการแดงจากรังสียูวีบี (UVB) ถ้าคิดเป็นผิวของเราสัมผัสกับแสงแดดเป็น 100%

  • ครีมกันแดดที่มี SPF 15 จะสามารถปกป้องผิวจากรังสี UVB ได้ 93.33 %
  • ครีมกันแดดที่มี SPF 30 สามารถปกป้องผิวจากรังสี UVB ได้มากขึ้นเป็น 96.67% หรือประมาณ 97%
  • ครีมกันแดด SPF 50 ที่เป็นที่นิยมนั้นสามารถปกป้องผิวจากรังสี UVB ได้ถึง 98%

จะเห็นได้ว่ายิ่ง SPF สูงขึ้นประสิทธิภาพการปกป้องผิวก็สูงขึ้นด้วย แต่ก็เป็นการเพิ่มขึ้นทีละน้อยเท่านั้น

…แล้วถ้า SPF สูงกว่า 50 ล่ะ ?

SPF 60 ก็สามารถปกป้องได้เพียง 98.33% จะเห็นได้กว่าต่อให้ SPF มากกว่า 50 แต่การปกป้องผิวไม่ต่างจากเดิมมากนัก และต่อให้ SPF 100 ก็ไม่สามารถปกป้องได้ถึง 100% ทางองค์การอาหารและยา (อย.) กำหนดให้ผลิตภัณฑ์กันแดดที่ SPF มากกว่า 50 ใช้คำว่า SPF 50+ แทนโดยไม่สามารถกำหนดค่า SPF จริงได้เพราะไม่มีการยืนยันว่าสามารถป้องกันรังสี UVB ได้ดีมากกว่า ดังนั้นการใช้ครีมกันแดดที่มี SPF 50 ก็เพียงพอแล้ว

PA คืออะไร

การวัดค่า PA ไม่มีมาตรฐานการวัดที่เป็นกลางสำหรับใช้ทั่วโลก เป็นเพียงการวัดตามมาตรฐานของแต่ละประเทศเท่านั้น โดยสัญลักษณ์ PA ตามด้วยเครื่องหมายบวก (+) เป็นการอ่านค่าการป้องกันรังสียูวีเอ (UVA) จากประเทศญี่ปุ่น PA หรือ Protection Grade of UVA เป็นการวัดค่าการป้องกันรังสี UVA จากอาการคล้ำหรือเรียกว่า PPD (Persistent Pigment Darkening) ที่เป็นการอ่านแบบยุโรป

  • PA+ หมายถึง สามารถป้องกันรังสี UVA ได้ระดับต่ำ หรือป้องกันผิวคล้ำจากรังสี UVA ได้ 2-4 เท่า (PPD = 2-4)
  • PA++ หมายถึง ป้องกันรังสี UVA ได้ระดับปานกลาง หรือป้องกันผิวคล้ำจากรังสี UVA ได้ 6-8 เท่า (PPD = 6-8)
  • PA+++ หมายถึง ป้องกันรังสี UVA ได้ระดับสูง หรือป้องกันผิวคล้ำจากรังสี UVA ได้ 8-16 เท่า (PPD = 8-16)
  • PA++++ หมายถึง ป้องกันรังสี UVA ได้ระดับสูงมากหรือป้องกันผิวคล้ำจากรังสี UVA ได้มากกว่า 16 เท่า (PPD >16)

การเลือกครีมกันแดดที่สำคัญที่สุดคือ ไม่จำเป็นต้องเลือก SPF หรือ PA ที่สูงที่สุดเสมอไป เพราะนั่นหมายถึงการใช้สารกันแดดในผลิตภัณฑ์มากเกินไป และจะทำให้มีโอกาสให้ผิวเกิดการระคายเคืองมากขึ้นตามไปด้วย แต่ควรเลือกครีมกันแดดที่เหมาะกับกิจวัตรประจำวันและสภาพอากาศที่เหมาะสมมากกว่า หรือถ้าใครต้องทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นเวลานานๆ ควรใช้วิธีทาซ้ำระหว่างวันจะดีกว่า สำหรับสาวๆ คนไทยเลือก SPF 50 และ PA+++ ก็เพียงพอแล้ว

ดูแลผิวแพ้ง่ายของคุณแม่ตั้งครรภ์

เมื่อตั้งครรภ์ผิวของผู้หญิงจะบอบบางแพ้ง่ายเป็นพิเศษ ส่วนหนึ่งเป็นผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสิว ผิวแห้ง หรือเกิดการระคายเคืองจากการใช้เครื่องสำอางต่างๆ ได้ง่าย จะเลือกใช้อะไรทีก็ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัยว่าจะมีผลกระทบไปถึงลูกน้อยในครรภ์หรือไม่ ยิ่งมีสภาพผิวที่อ่อนแอยิ่งต้องดูแลใส่ใจ และเลือกใช้สกินแคร์ที่อ่อนโยนมากเป็นพิเศษ

คุณแม่ตั้งครรภ์มีวิธีการเลือกใช้สกินแคร์ยังไงบ้าง…

  • เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากสารที่ก่อให้เกิดการแพ้และระคายเคือง

คุณแม่ตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงสกินแคร์ที่มีน้ำหอม แอลกอฮอล์ พาราเบน SLS/SLES นอกจากนี้ยังควรหลีกเลี่ยงการสครับผิวหรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีความเป็นกรดหรือเบสสูงเกินไป

  • หลีกเลี่ยงน้ำมันและซิลิโคน

หลายคนมักเจอปัญหาสิวระหว่างตั้งครรภ์เพราะฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไปกระตุ้นต่อมไขมันที่อยู่ในรูขุมขนผลิตไขมันออกมามากกว่าปกติ การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของน้ำมันและซิลิโคนเป็นเพิ่มการอุดตันในชั้นผิวเพิ่มขึ้น จึงทำให้คุณแม่ผิวหน้ามันและเป็นสิวได้ง่ายกว่าเดิม

  • ใช้ “เจลล้างหน้า” แทน “โฟมล้างหน้า”

โฟมล้างหน้ามักมีฟองเยอะและให้ความรู้สึกแห้งตึงหลังล้าง เพราะใช้สารทำความสะอาดที่มีค่าความเป็นเบสสูงและดึงความชุ่มชื้นตามธรรมชาติในผิวออกไปด้วย ผิวจะขาดความสมดุลและเกิดการระคายเคืองได้ง่าย ควรเลือกใช้เจลล้างหน้าที่มีความอ่อนโยนและคงความชุ่มชื้นธรรมชาติในผิวไว้ Facelabs Facial Cleanser Pure Gel No.0 คิดค้นมาเพื่อสภาพผิวแพ้ง่ายเป็นพิเศษโดยเฉพาะ ปราศจากสารที่เป็นอันตรายต่อผิวคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์

  • เติมมอยส์เจอร์ไรเซอร์ให้ผิวบ้าง

ควรเลือกมอยเจอร์ไรเซอร์ที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำมันและซิลิโคน แต่เน้นการเติมเต็มน้ำในชั้นผิวให้เพิ่มขึ้น โดยเลือกส่วนผสมที่ไม่เป็นอันตรายกับลูกน้อย Facelabs Hydrating Essence ด้วยส่วนผสมของ Sodium hyaluronate และ Sodium PCA ที่ช่วยเติมเต็มความชุ่มชื้นด้วยส่วนผสมของ Sodium hyaluronate และ Sodium PCA  เป็นมอยส์เจอร์ไรเซอร์ธรรมชาติที่มีอยู่ในชั้นผิวอยู่แล้ว จึงมั่นใจได้ว่าปลอดภัยและไม่ก่อให้เกิดการแพ้หรือระคายเคือง  

  • ขาดไม่ได้คือ “กันแดด”

หลายคนมักเจอปัญหาฝ้าระหว่างตั้งครรภ์เพราะผิวของคนท้องจะไวต่อแสงมากขึ้น ดังนั้นครีมกันแดดจึงเป็นสิ่งจำเป็น Facelabs Ultra Sun Protection SPF50 PA+++ ที่ปกป้องทั้งรังสี UVA/UVB ปลอดภัยและไม่มีส่วนผสมสารกันแดดที่เป็นอันตรายอย่างoxybenzone, avobenzone และ homosalate เพราะสารเหล่านี้มีผลกระทบต่อระบบต่อมไร้ท่อและเป็นอันตรายต่อเด็กในท้อง

ผลิตภัณฑ์ของเฟซแลบส์ผ่านการทดสอบจากสถาบัน Dermscan Asia ว่าไม่ก่อให้เกิดการแพ้และระคายเคือง จึงมั่นใจได้ว่าอ่อนโยน ปลอดภัย และไม่เป็นอันตรายต่อลูกน้อยในครรภ์

“สิว” รักษาเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี (จริงๆ นะ)

     หลายคนมักมองหาผลิตภัณฑ์รักษาสิวที่เห็นผลเร็ว แต่บางคนก็เจอปัญหาสิวเกิดขึ้นซ้ำๆ ที่เดิม ทดลองเปลี่ยนมาหลายยี่ห้อแล้วก็ยังไม่หายซักที แต่รู้หรือไม่ว่า การรักษาสิวที่ดีที่สุดคือการรักษาที่ต้นเหตุของการเกิดสิวนั่นเอง แล้วสิวเกิดขึ้นได้ยังไงกันล่ะ…

  • จุดเริ่มต้นของสิว เกิดได้ด้วย 2 ปัจจัยหลัก คือ น้ำมันส่วนเกิน+เซลล์ผิวที่ตายแล้ว

โดยทั่วไปผิวของเราจะมีการผลิตน้ำมัน (Sebum) จากต่อมไขมัน (sebaceous gland) ที่อยู่ตามรูขุมขนทั่วร่างกาย และผิวของเรามักมีการเซลล์ผิวที่ตายแล้วชั้นนอกสุดออกอยู่ทุกๆ 28 วัน แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ต่อมไขมันผลิตไขมันออกมามากจนเกินไปและการผลัดเซลล์ผิวน้อยผิดปกติจนทำให้ไขมันอุดตันในรูขุมขน นั่นแหละ “สิวเกิดขึ้นแล้ว” แต่จะเป็นเพียง สิวอุดตันหรือ Comedones เท่านั้น

     นอกจากนี้ผิวของเรายังมีแบคทีเรียที่ไม่เป็นอันตรายต่อผิวอาศัยอยู่ก่อนแล้ว รวมถึงเจ้า P. acne ด้วย แต่ P. acne ไม่ชอบออกซิเจน (สภาวะที่รูขุมขนอุดตัน) และชอบกินไขมันเป็นอาหาร เมื่อสิวอุดตันเกิดขึ้นจึงเป็นเหมือนสวรรค์พร้อมให้มันเข้าไปอยู่ จากที่ไม่เป็นอันตรายก็จะเริ่มสร้างปัญหาให้กับเราแทน เพราะทุกครั้งที่เจ้า P. acne กินไขมันเข้าไปนั้นตัวมันจะสร้างสารที่ทำให้ผิวเกิดการระคายเคืองและอักเสบขึ้นมา แบบนี้เองที่ทำให้สิวอุดตันพัฒนาไปเป็น สิวอักเสบยิ่งปล่อยไว้นานก็จะยิ่งรักษายากขึ้น และมักทิ้งรอยดำรอยแดง หรืออาจทำให้เกิดหลุมสิวจากการอักเสบไว้อีกด้วย

  • AHA และ BHA จึงถูกนำมาเป็นส่วนผสมสำคัญของ Facelabs Acne Lotion เพราะสามารถแก้ปัญหาได้ถึงต้นตอของการเกิดสิว
  • AHA ย่อมาจาก Alpha Hydroxy Acid

ช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดลอกออกมา เพื่อลดการอุดตันของรูขุมขน ลดสิวอุดตันและลดโอกาสการเกิดสิวใหม่ และช่วยกระตุ้นการสร้างเส้นใยคอลลาเจนจึงช่วยลดการเกิดหลุมสิวได้อีกด้วย AHA มีฤทธิ์เป็นกรด มักเรียกว่ากรดผลไม้เพราะส่วนใหญ่มาจากธรรมชาติ เช่น

  • Glycolic acid สกัดมาจากอ้อย เป็นที่นิยมมากที่สุดเพราะมีขนาดโมเลกุลที่เล็ก
  • Lactic acid จากนมเปรี้ยว

  • BHA ย่อมาจาก Beta Hydroxy Acid

มักรู้จักกันในชื่อ Salicylic Acid สกัดมาจากเปลือกของต้น willow ละลายในน้ำมันและซึมเข้าสู่รูขุมขนได้ดี จึงช่วยลดความมันจากการผลิตน้ำมันส่วนเกินออกมามากเกินไป เหมาะกับคนผิวมันและรูขุมขนกว้างเพราะช่วยให้หน้ามันน้อยลงอีกด้วย


Q: คนที่เป็นสิวอักเสบแล้วจะใช้ได้ไหม?

A: ใช้ได้ เพราะ BHA สามารถช่วยลดการอักเสบของสิวได้ และการผลัดเซลล์ผิวจาก AHA ช่วยให้รอยดำรอยแดงจากสิวอักเสบดูจางลง นอกจากนี้ Facelabs Acne Lotion ยังมีส่วนผสมของ Zinc Oxide ที่ช่วยยับยั้งเชื้อแบคทีเรียซึ่งเป็นสาเหตุของสิวอักเสบได้อีกด้วย

โดยเมื่อทาโลชั่นหรือแป้งน้ำลงไปบริเวณที่เป็นสิวจะทำให้สิวอุดตันลดน้อยลง และสิวอักเสบค่อยๆ ยุบและหลุดออกไปอย่างอ่อนโยน สิวไม่ขึ้นซ้ำ ลดเลือนรอยดำจากสิว ไม่ว่าจะเป็นใบหน้า หน้าอก หรือแผ่นหลังก็สามารถใช้ได้ ยิ่งใช้ตั้งแต่เป็นสิวระยะเริ่มต้นย่อมได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า เพราะปล่อยทิ้งไว้จะทำให้หายช้าและเกิดรอยและหลุมสิวได้ง่าย

แอลกอฮอล์ในเครื่องสำอางทำร้ายผิวจริงหรอ?

ถ้าพูดถึงวงการเครื่องสำอางแล้ว ใครหลายๆ คนมักหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ (Alcohol) ด้วยความเข้าใจที่ว่า แอลกอฮอล์ทำให้ผิวแพ้ ระคายเคือง หน้าแห้งตึง แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าแอลกอฮอล์ที่เห็นอยู่บนฉลากนั้นไม่ใช้ตัวที่ทำร้ายผิวของเราเสมอไป

ก่อนอื่นไปทำความรู้จักเกี่ยวกับแอลกอฮอล์ที่ใช้ในเครื่องสำอางก่อนว่ามีอะไรบ้าง

  • กลุ่ม Fatty alcohol มักจะปรากฎบนฉลาก เช่น cetyl alcohol, stearyl alcohol, cetearyl alcohol พวกนี้มักถูกใช้เป็นตัวผสานน้ำและน้ำมันในสูตรเข้าด้วยกัน (Emulsifier) เพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีลักษณะขึ้นเป็นเนื้อครีม ไม่เป็นอันตรายต่อผิว

  • กลุ่ม Glycol จัดเป็นสารกลุ่มที่ให้ประโยชน์กับผิวอย่าง Propylene glycol, Butylene glycol, Glycerol (Glycerin) มักพบในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางในเกือบทุกประเภทเพราะมีคุณสมบัติให้ความชุ่นชื้นกับผิวได้ดีประเภทหนึ่ง (humectant)

  • กลุ่มที่ใช้สำหรับฆ่าเชื้อ ในทางเครื่องสำอางแอลกอฮอล์ที่ใช้การฆ่าเชื้อ ที่เรามักเห็นกันบ่อยๆ จะเป็น ethanol (ethyl alcohol) และ isopropyl alcohol เท่านั้นที่ อย. อนุญาติให้ใช้เป็นตัวฆ่าเชื้อในแอลกอฮอล์เจลหรือผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อโดยไม่ต้องล้างออก โดยต้องมีปริมาณมากว่า 70% v/v จึงสามารถฆ่าเชื้อได้ ด้วยปริมาณที่เยอะขนาดนี้มักทำให้ผิวแห้งและระคายเคืองได้ง่าย

ในขณะเดียวกันก็มีเครื่องสำอางอีกหลายประเภท อย่างโทนเนอร์หรือเจลล้างหน้าที่นิยมใช้แอลกอฮอล์ (ethanol)  แต่มักมีปริมาณในสูตรไม่มาก ไม่เป็นอันตรายต่อผิว ใช้เพื่อขจัดและควบคุมความมันบนใบหน้า กระชับรูขุมขน เพราะแอลกอฮอล์มีคุณสมบัติในการสลายความมันตามรูขุมขนได้ดีเหมาะกับคนที่หน้ามัน และมีสิวอุดตันมาก จึงมักใช้ในผลิตภัณฑ์รักษาสิว แต่จะไม่เหมาะกับคนหน้าแห้งและผิวแพ้ง่ายเพราะจะยิ่งทำให้ความชุ่มชื้นบนใบหน้าหายไปมากกว่าเดิม

ความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับแอลกอฮอล์

  1. ทำให้หน้าเหี่ยว หน้าแก่ก่อนวัย สาเหตุของการเกิดริ้วรอยก่อนวัยจากแอลกอฮอล์สามารถเกิดขึ้นได้กับคนที่มีผิวแห้งมาก เพราะแอลกอฮอล์ทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้นบนใบหน้า ทำให้รู้สึกหน้าแห้งตึง แต่สามารถแก้ไขได้ด้วยการใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์เพื่อเติมเต็มความชุ่มชื้นให้ผิว
  1. Alcohol free หมายถึงไม่มีแอลกอฮอล์อยู่เลย โดยทั่วไปการเคลมว่า alcohol free หรือ no alcohol หมายถึงไม่มี ethanol ในผลิตภัณฑ์เท่านั้น ไม่รวมถึงแอลกอฮอล์ประเภทอื่นๆ
  1. ทำให้รูขุมขนกว้าง โดยทั่วไปรูขุมขนกว้างเกิดจากพันธุกรรมมากกว่า เกิดจากฮอร์โมนเพศชายที่ทำให้ผิวผลิตความมันออกมามาก จนทำให้รูขุมขนขยายใหญ่ขึ้น จึงดูเหมือนรูขุมขนกว้างขึ้นนั่นเอง แอลกอฮอล์ไม่ได้ทำให้รู้ขุมขนกว้างแต่ช่วยลดอุดตันของความมันและกระชับรูขุมขนได้ดีต่างหาก

How to ผิวใสทะลุแมสก์


ปฎิเสธไม่ได้เลยว่าแมสก์ (mask) หรือหน้ากากอนามัย กลายเป็นไปเทมประจำตัวที่ต้องมีกันทุกคน และต้องใส่ในชีวิตประจำวันอยู่ตลอดเวลา เมื่อใส่นานๆ เข้า บางคนก็จะเจอปัญหาสิวเห่อ สิวผด สิวอุดตัน ไม่แต่งหน้าก็แล้ว ผื่น รอยแดง อาการคันก็ยังมีมาให้กวนใจ ยิ่งหน้าหนาวแบบนี้ด้วยแล้ว ผิวหน้าที่แห้งอยู่แล้วก็จะยิ่งอ่อนแอลงไปอีก

สิวผด สิวอุดตัน ผื่นคันและรอยแดง จากการใส่แมสก์ เกิดจากอะไร…

ความอับชื้น จากการไอ จาม หรือเหงื่อที่สะสมตลอดทั้งวัน ทำให้เกิดการหมักหมมของเชื้อราและแบคทีเรีย เป็นสาเหตุให้เกิดสิวได้

การอุดตัน พวกเมคอัพต่างๆ มักทำให้หน้าเกิดสิวอุดตันได้ง่ายขึ้น เพราะส่วนผสมส่วนใหญ่คือน้ำมัน เป็นการเพิ่มความมันบนใบหน้า ยิ่งเจอยิ่งเผชิญกับฝุ่นและมลภ­าวะในแต่ละวันก็ยิ่งกระตุ้นให้เกิดสิวง่ายขึ้น

การเสียดสี การใส่แมสก์ตลอดเวลาอาจทำให้เกิดการแดง คัน เป็นผื่นได้ เพราะผิวเกิดการเสียดสีตลอดเวลา ทำให้เกราะป้องกันผิวอ่อนแอลง นำไปสู่ผิวแพ้ระคายเคืองได้ง่ายนั่นเอง

How to ดูแลผิวให้สวย ใส ทะลุแมสก์

  • ล้างหน้าทันทีเมื่อกลับถึงบ้าน การทำความสะอาดผิวหน้าเป็นการลดการสะสมของสิ่งสกปรก ความมัน และเชื้อแบคทีเรียต่างๆ เพื่อลดโอกาสการเกิดสิวที่ดีที่สุด อย่าง Facelabs Facial Cleanser Pure Gel ที่ทำความสะอาดผิวหน้าอย่างอ่อนโยน ไม่ทำให้เพิ่ม ไม่ทำให้หน้าแห้งตึง
  • ใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์บำรุงผิวหน้าให้มีความชุ่มชื้นตลอดเวลา เพื่อให้เกราะป้องกันผิวแข็งแรง ลดผิวแห้ง ลอก เป็นขุย และคันจากการเสียดสีของแมสก์และผิวหน้า อย่าง Facelabs Oil Free Moisturizer ที่ให้ความชุ่มชื้นยาวนานตลอดวัน
  • ไม่ใช้แมสก์ซ้ำ ควรเปลี่ยนทุกวัน ถ้าเป็นแมสก์ผ้าควรมีการซักทุกครั้งก่อนนำกลับมาใช้ใหม่
  • ถ้าเกิดสิวขึ้นแล้ว ควรใช้ผลิตภัณฑ์รักษาสิวที่ช่วยไปลดการอุดตันของรูขุมขน อย่างผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ AHA และ BHA ที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวและขจัดความมัน อย่าง Facelabs Acne Lotion

การทำความสะอาดผิวหน้าทันทีเมื่อกลับถึงบ้าน พร้อมการบำรุงผิวหน้าให้มีความชุ่มชื้นและแข็งแรงอยู่เสมอ เป็นขั้นตอนง่ายๆ เพื่อให้ผิวสวยใสทะลุแมสก์ ใส่นานแค่ไหนก็ไม่ต้องกลัวหน้าพัง

รู้จักวงจรผิว เพื่อการดูแลผิวสวย

โดยทั่วไปวงจรผิวของเราจะมีอายุประมาณ 28 วัน แต่สาวๆ หลายคนมักเจอปัญหาสิวและหน้าหมองคล้ำก่อนมีประจำเดือน บางคนผิวแห้ง โทรม และแพ้ง่ายในช่วงวันนั้นของเดือน พอผ่านไปสักพักผิวก็กลับมาสวยเหมือนเดิม วนลูปแบบนี้ไปทุกๆ เดือน สาวๆ เคยสงสัยกันไหมคะว่าทำไม แล้วสภาพผิวหน้าของเราเกี่ยวอะไรกับรอบเดือนด้วย

คำตอบก็คือ…ฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลานั่นเอง

ทำความรู้จักวงจรผิวกับฮอร์โมน

  • ช่วงก่อนมีประจำเดือน

เป็นช่วงที่สาวๆ หลายคนมักประสบปัญหาสิวบุก เพราะระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนสูง ระบบเผาผลาญลดลง มีการสะสมของเสียใต้ผิว ผิวหมองคล้ำ และผลิตความมันออกมามากกว่าปกติ ควรดูแลผิวด้วยการทำความสะอาดผิวหน้าเน้นขจัดความมันและสิ่งสกปรกล้ำลึกด้วย Facelabs Facial Cleanser Pure Gel No.3 และควบคุมความมัน กระชับรู้ขุมขมขนด้วย Facelabs Clarifying Toner No.3

  • ช่วงมีประจำเดือน

เป็นช่วงที่ระดับฮอร์โมนเอสโทรเจนและโปรเจสเตอโรนต่ำ การสร้างคอลลาเจน อีลาสติน และไฮยาลูรอนิก ในชั้นผิวน้อยลง ส่งผลให้ผิวกักเก็บความชุ่มชื้นได้ไม่ดี ทำให้ผิวอ่อนแอและเกิดการแพ้และระคายเคืองได้ง่าย ควรเน้นบำรุงผิวด้วยมอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่มีความอ่อนโยนกับผิว อย่าง Facelabs Oil Free Moisturizer ที่เน้นบำรุงผิวหน้าให้มีความชุ่มชื้นอย่างล้ำลึกและยาวนานตลอดวัน

  • ช่วงหลังมีประจำเดือน

ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนสูงขึ้น ทำให้ผิวดูสุขภาพดีขึ้น ผิวเรียบเนียน เปล่งปลั่ง เพราะมีการผลิตคอลลาเจน อีลาสติน และไฮยาลูรอนิกในชั้นผิวมากขึ้น เหมาะกับลองผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพราะผิวแข็งแรงขึ้นและพร้อมรับการบำรุงได้เต็มที่มากขึ้น ด้วยการเน้นบำรุงผิวที่มีความเข้มข้น อย่าง Facelabs Hydrating Essence เอสเซนส์บำรุงผิวหน้าให้ชุ่มชื้นอย่างล้ำลึกให้ผิวนุ่ม ชุ่มชื้น ป้องกันการเกิดริ้วรอยก่อนวัย และ Facelabs Luminah Serum เซรั่มวิตามินซีเข้มข้น ช่วยบำรุงผิวให้ขาวกระจ่างใสขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

ถ้าเราเข้าใจสภาพผิวที่เปลี่ยนแปลงไปตามฮอร์โมน ก็จะทำให้เราดูแลผิวได้ถูกวิธีและเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ได้ถูกต้องกับสภาพผิวในเวลานั้น เพื่อผิวสวยใสอย่างเป็นธรรมชาตินั่นเอง

การ์ด (ของผิว) ไม่ตก…ด้วยมอยส์เจอร์ไรเซอร์

เกราะป้องกันผิว (Skin barrier)
คือผิวชั้นนอกสุดมีลักษณะเหมือนผนังอิฐก่อด้วยปูน ก้อนอิฐคือเซลล์ผิวที่ตายแล้วเรียงสลับกัน ฉาบด้วยปูนนั่นก็คือไขมันที่ช่วยยึดเกาะอิฐแต่ละก้อนไว้ ทำหน้าที่เป็นด่านสำคัญในการคัดกรองอะไรก็ตามที่จะซึมผ่านเข้าสู่ผิว ไม่ว่าจะเป็นสกินแคร์ที่เราใช้ ฝุ่น หรือแบคทีเรียต่างๆ

  • อิฐแต่ละก้อน หรือเซลล์ผิวแต่ละเซลล์ จะมีมอยส์เจอร์ไรเซอร์ธรรมชาติที่ชื่อว่า NMF (Natural Moisturizing Factors) เป็นน้ำหล่อเลี้ยงผิว
  • ปูนที่ฉาบอยู่รอบๆ อิฐ ก็คือไขมันต่างๆ ที่ห่อหุ้มเซลล์แต่ละเซลล์ไว้ เพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำออกจากเซลล์

แล้วการเติมความชุ่มชื้นช่วยให้ผิวแข็งแรงได้ยังไงกันล่ะ
เพราะทั้งน้ำและไขมันเป็นองค์ประกอบที่อยู่ในผิวชั้นนอกสุด หรือว่าง่ายๆ คือเป็นองค์ประกอบของเกราะป้องกันผิวนั่นเอง ถ้าเราผิวแห้งหรือมีความชุ่มชื้นจะส่งผลให้มีอาการลอกเป็นขุย การทำงานเอ็นไซม์ต่างๆ ผิดปกติ ทำให้ผลัดเซลล์ผิวน้อยลง การเรียงตัวของเซลล์ผิวผิปกติ ผิวหยาบกร้าน การมีน้ำและน้ำมันในผิวน้อยจึงเหมือนกับการขาดกำแพงปกป้องผิวตามธรรมชาติ เมื่อเกราะป้องกันผิวอ่อนแอลง ผิวก็จะบอบบางแพ้ง่ายในที่สุด

อย่าลืม…เลือกใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่นอกจากจะช่วยเติมเต็มความชุ่มชื้นให้กับผิวแล้ว ต้องช่วยกักเก็บน้ำในชั้นผิวเพื่อลดการสูญเสียน้ำออกจากผิว และยังช่วยให้เซลล์และเอนไซม์ต่างในชั้นผิวทำงานได้ดีขึ้น ผลัดเซลล์ผิวได้ดี ชั้นผิวเรียงตัวได้ปกติ จึงช่วยให้ผิวแข็งแรงขึ้นได้นั่นเอง

ไอเท็มดีต่อใจ หน้าใส ท้าชนอากาศหนาวและฝุ่น PM 2.5

เห็นหมอกจางๆ ตอนเช้า มั่นใจได้ยังไงว่าเป็นเพราะอากาศหนาวหรือเป็นฝุ่น PM 2.5 กันแน่ แต่ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็มีโอกาสทำให้สภาพผิวเราอ่อนแอขึ้นได้นะ เพราะอากาศแห้งของหน้าหนาว ทำให้น้ำในผิวเราระเหยออกไปมากกว่าปกติทำให้ผิวแห้งกร้าน เมื่อสมดุลน้ำในชั้นผิวไม่ดีก็ทำให้เกราะป้องกันผิวอ่อนแอลง

ยิ่งเจอกับฝุ่นและมลภาวะโดยเฉพาะฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ที่เป็นตัวจับกับสารเคมีและโลหะต่างๆ ในอากาศและนำพาเข้าสู่ผิวได้ดีแบบนี้ยิ่งทำให้เซลล์ผิวถูกทำร้ายได้โดยตรง ทำลายคอลลาเจนใต้ผิว เกิดผิวแก่ก่อนวัย และทำให้ผิวอักเสบและระคายเคืองได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ ฝุ่น PM 2.5 ยังกระตุ้นให้ผิวเราผลิตน้ำมันเพิ่มขึ้น มักเจอกับคนที่มีผิวมัน-ผิวผสมที่เมื่อเจออากาศหนาวก็จะทำให้ผิวแห้ง ลอก เป็นขุย เหมือนคนผิวแห้งแต่มีความมันเคลือบอยู่บนหน้าร่วมด้วย

เมื่อผิวแห้ง อ่อนแอ แพ้ง่าย มอยส์เจอร์ไรเซอร์จึงกลายเป็นสิ่งจำเป็น

เพราะนอกจากมอยส์เจอร์ไรเซอร์จะเป็นตัวช่วยให้ผิวมีความชุ่มชื้นเพิ่มขึ้น โดยการสร้างฟิล์มเคลือบผิว นอกจากจะช่วยเก็บล็อคความชุ่มชื้นให้อยู่กับผิวได้ยาวนานแล้วยังลดการเกาะติดผิวของฝุ่น PM 2.5 เพื่อลดการแพ้และระคายเคืองผิวจากฝุ่นและเสริมสร้างเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรงโดยเฉพาะคนที่ผิวแพ้ง่ายไม่ให้เกิดการแพ้ฝุ่น ลดการถูกทำลายของคอลลาเจนใต้ชั้นผิวให้ผิวเรียบเนียน กระชับ

FACELABS Oil Free Moisturizer เป็นมอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่ให้ความชุ่มชื้นกับผิวได้ยาวนาน บำรุงผิวด้วยสารสกัดจากธรรมชาติที่เติมน้ำเข้าผิว ให้ผิวดูอิ่มน้ำจากภายในโดยไม่เพิ่มความมันบนใบหน้า ลดการเกิดริ้วรอยก่อยวัย ปราศจากสารก่อระคายเคือง ไม่มีน้ำหอม ลาโนลิน ไม่ก่อให้เกิดสิว (non-comedogenic) อีกด้วยนะ

Checklist สกินแคร์หน้าหนาว ผิวฉ่ำไม่แห้งลอก

 หน้าหนาวใกล้เข้ามาเคาะหน้าต่างให้เราได้สัมผัสอากาศเย็นๆ พอให้ได้ชื่นใจ แต่สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงก็ทำให้สภาพผิวเราเปลี่ยนไปด้วย เพราะอากาศที่เย็นและแห้งนั้นมักทำให้ผิวเราสูญเสียความชุ่มชื้นได้ง่ายกว่าปกติ ปัญหาผิวแห้ง หน้าลอกเป็นขุยก็จะตามมา แล้วเราจะใช้แต่สกินแคร์เดิมๆ ได้ยังไง…

Checklist ดูแลผิวทุกขั้นตอนในหน้าหนาว ที่ช่วยล็อกผิวฉ่ำน้ำไม่แห้งลอก

  1. เจลล้างหน้า ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีสารทำความสะอาดที่อ่อนโยน ไม่ทำให้ผิวแห้งตึงหลังล้าง และที่สำคัญคือมีสารช่วยคืนความชุ่มชื้นให้กับผิว อย่าง FACELABS Facial Cleanser Pure Gel No.1 ที่เหมาะสำหรับสภาพผิวแห้งโดยเฉพาะ

  2. โทนเนอร์ หลายๆ คนมักตัดขั้นตอนนี้ออกไปเพราะโทนเนอร์ในความคิดคนส่วนใหญ่คือการควบคุมความมันและจะทำให้ผิวแห้งตึง แต่ถ้าเราเลือกใช้โทนเนอร์ให้เหมาะกับสภาพผิวในเวลานั้นๆ ก็จะไม่เป็นปัญหา อย่างการเลือกใช้ FACELABS Clarifying Toner No.1 for dry skin ที่ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ที่เป็นสาเหตุทำให้ผิวแห้ง และยังมีสารเติมเต็มความชุ่มชื้นตามธรรมชาติเพื่อลดความแห้งตึงจากการเช็ดผิวอีกด้วย

  3. น้ำตบหรือเอสเซ้นซ์ ขั้นตอนสุดฮิตที่หลายคนนึกถึงเวลาต้องการเติมน้ำเข้าผิว แต่การเลือกน้ำตบที่อ่อนโยนและไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองก็เป็นสิ่งสำคัญ FACELABS Hydrating Essence เอสเซ้นซ์บำรุงผิวที่อัดแน่นไปด้วยสารเติมเต็มความชุ่มชื้นให้ผิวอย่างไฮยาลูรอนเข้มข้น และไม่มีสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองอย่างน้ำหอมหรือสารกันเสียอีกด้วย

  4. ขั้นตอนบำรุงผิวตัวสุดท้ายคือการใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์แบบเนื้อครีมอย่าง FACELABS Oil Free Moisturizer for dry skin ที่มาช่วยเก็บล็อกความชุ่มชื้นให้ผิวยาวนาน โดยไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน เพราะไม่มีส่วนผสมของน้ำมันนั่นเอง

เห็นไหมล่ะคะว่า การดูแลผิวทุกขั้นตอนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ดังนั้นการเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับสภาพผิวของเรา ณ เวลานั้นๆ จึงเป็นเรื่องสำคัญ

เคล็ดลับแก้ปัญหารูขุมขนกว้าง ผิวเนียนใสปิ๊ง

เคยสงสัยกันไหมคะว่า ทำไมยิ่งอายุมากขึ้นรูขุมขนยิ่งเห็นชัด แต่งหน้าก็ไม่เนียน ความจริงแล้วรูขุมขนของเรามีจำนวนเท่าเดิมแต่มีขนาดไม่เท่าเดิม !! ขึ้นอยู่กับสภาพผิว อายุ การดูแลผิวหน้า และกรรมพันธุ์

สาเหตุหลักๆ ของการเกิดรูขุมขนกว้าง คือ…

1. ผิวผลิตน้ำมันมากเกินไป : เมื่อผิวผลิตน้ำมันออกมามากจะมีต่อมไขมันขนาดใหญ่ ดังนั้นคนผิวมันจะรูขุมขนกว้างกว่าคนผิวแห้ง และผู้ชายจะกว้างกว่าผู้หญิง เพราะฮอร์โมนเพศชายที่ช่วยกระตุ้นการผลิตน้ำมันออกมานั่นเอง
2. ผิวหย่อนคล้อย : collagen และ elastin ของเราจะลดลงเรื่อยๆ เมื่อมีอายุมากขึ้น ทำให้ผิวหน้าไม่กระชับ ดูหย่อนคล้อย และเห็นรูขุมขนชัดเจนขึ้น
3. ผิวขาดน้ำ : ผิวที่โดนทำร้ายจากแสงแดดและมลภาวะต่างๆ รวมถึงการดูแลผิวหน้าที่ไม่ถูกวิธี มักเกิดปัญหาผิวแห้งกร้าน ขาดน้ำ และไม่สม่ำเสมอ ต่อมไขมันก็ยิ่งผลิตน้ำมันออกมาเคลือบผิวชดเชยน้ำในผิว เกิดเป็นปัญหารูขุมขนกว้างตามมา

แก้ปัญหารูขุมขนกว้างง่ายๆ ด้วย Hydrating Essence

เพื่อปรับสมดุลสภาพผิวหน้าระหว่างน้ำและน้ำมัน ด้วยส่วนผสมของ Sodium Hyaluronate และ Sodium PCA เป็นสารให้ความชุ่มชื้นธรรมชาติที่มีอยู่ในผิว มาช่วยเติมเต็มและเก็บล็อคความชุ่มชื้นไว้ในชั้นผิว เมื่อผิวมีความชุ่มชื้นที่เพียงพอ ต่อมไขมันจะผลิตน้ำมันออกมาน้อยลง กระตุ้นการสร้างเส้นใย Collagen และ Elastin ได้ดีขึ้น ป้องกันการหย่อนคล้อยของผิว ทำให้ผิวกระชับ เรียบเนียน รูขุมขนเล็กลงอย่างเห็นได้ชัด

Hyaluronic Acid ความลับหน้าใสสำหรับผิวแพ้ง่าย

สาว ๆ หลายคนต้องเผชิญปัญหา ผิวแห้ง ลอกเป็นขุย หน้ามัน หมอง รู้สึกหยาบกร้าน แต่งหน้าไม่ติด เมคอัพตกร่อง ผิวเรามักส่งสัญญาณเตือนเหล่านี้ เพื่อให้เรารู้ว่าผิวของเราขาดน้ำ ถ้าปล่อยทิ้งไว้อาจเจอปัญหาริ้วรอยก่อนวัยตามมา ส่วนผสมในสกินแคร์ที่สามารถช่วยเติมเต็มและแก้ไขปัญหาเหล่านั้นได้อย่างตรงจุด นั่นคือ Hyaluronic acid (HA)
 

แล้ว…กรดไฮยาลูรอนิคมีประโยชน์อย่างไรกับผิวกันล่ะ?

กรดไฮยาลูรอนิค (HA) เป็นสารที่มีอยู่ในร่างกายโดยเฉพาะในผิวหนังของคนเราถึง 50% ปกติแล้วร่างกายสามารถสร้างเองได้จากผิวหนังชั้นล่าง (dermis) มีคุณสมบัติในการกักเก็บความชุ่มชื้นไว้บนผิวและมีลักษณะเหมือนฟองน้ำที่อุ้มน้ำได้ดีมาก และยังช่วยพยุงคอลลาเจนและอิลาสตินของผิวไว้อีกด้วย แต่เมื่ออายุเพิ่มชึ้นการผลิตกรดไฮยาลูรอนิคตามธรรมชาติก็น้อยลงตามไปด้วย ยิ่งเจอมลภาวะมากก็ยิ่งลดลงเร็วมากขึ้นเช่นกัน ปัญหาริ้วรอยก่อนวัยก็จะตามมานั่นเอง

กรดไฮยาลูรอนิค จึงมีความสำคัญมากในการดูแลและฟื้นฟูผิวจากปัญหาต่างๆ เพราะเมื่อผิวได้รับความชุ่มชื้นเพียงพอ จะช่วยให้ผิวเรียบเนียน กระชับ เปล่งปลั่งดูสุขภาพดี และยังช่วยทำให้ผิวดูเต่งตึงขึ้นด้วย นอกจากนี้ กรดไฮยาลูรอนิคยังช่วยให้รักษาอาการบาดเจ็บของเซลล์ผิวหนังได้เร็วกว่าเดิมถึง 80% นั่นหมายความว่าผิวสามารถที่จะสมานแผลและฟื้นฟูตัวเองได้เร็วขึ้น เช่น แผลจากการเป็นสิว กรดไฮยาลูรอนิคจึงเหมาะกับทุกสภาพผิว โดยเฉพาะคนผิวแห้ง เป็นสิว หรือคนผิวแพ้ง่ายก็ใช้ได้ (เพราะผิวเราก็มีกรดไฮยาลูรอนิคอยู่แล้ว)

ถ้าเราลองพลิกฉลากดูส่วนผสมของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง อาจจะเห็นคำว่า Hyaluronic acid หรือ Sodium hyaluronate อยู่มากมาย โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ดูแลผิวประเภท essence หรือน้ำตบนั่นเอง

แล้ว…Hyaluronic acid กับ Sodium hyaluronate ต่างกันไหม?

ทั้ง 2 ตัว มีคุณสมบัติในการกักเก็บความชุ่มชื้นได้เหมือนกัน แต่กรดไฮยาลูรอนิคจะมีขนาดโมเลกุลใหญ่กว่า ซึ่งจะทำได้แค่เป็นฟิล์มบางๆเคลือบผิวหรือซึมได้ถึงผิวหนังชั้นบนเท่านั้น (Epidermis) ในขณะเดียวกัน Sodium hyaluronate ที่มีขนาดโมเลกุลเล็กกว่าจะสามารถซึมลงผิวได้ลึกกว่าจนอาจถึงผิวหนังชั้นล่าง (dermis) ซึ่งจะเป็นที่อยู่ของคอลลาเจนและอิลาสติน ส่งผลให้มีประสิทธิภาพในการลดริ้วรอยและความยืดหยุ่นของผิวได้อย่างตรงจุดมากกว่า

 “FACELABS Hydrating Essence” น้ำตบสำหรับผิวแพ้ง่าย มีส่วนผสมของ Sodium hyaluronate ที่จะช่วยเติมเต็มความชุ่มชื้นให้กับผิวอย่างรู้สึกได้ที หมดกังกลปัญหาผิวแห้ง หน้าลอก ริ้วรอยก่อนวัย เพราะฉะนั้น สาวๆ อายุ 18+ ควรเริ่มหาตัวช่วยดีๆ ให้ผิวอ่อนเยาว์ดูสุขภาพดีกันได้แล้วค่ะ…กันไว้ดีกว่าแก้นะ

รอยดำจากสิวที่หลัง รักษาอย่างไรให้หายขาด

หลังเป็นสิวเยอะมาก แต่นั่นยังไม่หนักใจเท่าปัญหารอยดำจากสิวที่หลัง ซึ่งตามหลักแล้วเมื่อสิวหายไปสิ่งที่ตามก็คือรอยดำ เป็นสัญลักษณ์ตีตราว่าสิวเคยมาเยือน ณ ที่แห่งนี้ (ไม่ต้องมีก็ได้นะ ขอร้อง) แต่สิว สิวจะมาทิ้งรอยดำบนหลังชั้นไม่ได้ ไม่รู้ว่าสาว ๆ สังเกตเห็นเหมือนแอดมั้ย เพราะแอดรู้สึกว่ารอยดำจากสิวที่หลังนะมันรักษายากกว่า หายช้ากว่ารอยดำจากสิวบนใบหน้าเสียอีก รอยสิวที่หน้ารักษายากแล้ว รอยสิวที่หลังให้คูณไปอีก 10 เท่า!

จะว่าเราไม่ใส่ใจ ดูแลได้ไม่ดีเหมือนกับดูแลผิวหน้าก็ไม่ใช่ บางทีเราก็อยากใส่เสื้อโชว์แผ่นหลังเวลาไปเที่ยว ไปว่ายน้ำ ไปเล่นโยคะ ไปออกกำลังกายบ้างอะไรบ้าง เราจึงต้องดูแลให้แผ่นหลังของเราเรียบเนียนปราศจากรอยดำ รอยแดงทุกชนิด ฉะนั้นข้อกล่าวหานี้ถือว่าตกไป แต่ช่างเถอะเพราะครั้งนี้เราไม่ได้มาโต้วาทีว่าทำไมรอยสิวที่หลังถึงหายยากกว่ารอยสิวบนใบหน้า แต่เรามาหาวิธีว่าทำอย่างไรถึงจะรักษารอยดำจากสิวที่หลังให้หายขาด

รักษารอยดำจากสิวที่หลังแบบเร่งด่วนด้วยตัวเอง ไม่พึ่งเลเซอร์หมอ

เราเข้าใจว่าคงไม่มีใครอยากมีรอยดำจากสิวที่หลังเป็นที่ระลึกหรอกจริงมั้ย? ดังนั้นเฟซแลบส์จึงคิดค้น Acne lotion หรือก็คือผลิตภัณฑ์แป้งน้ำลดสิวที่นอกจากจะช่วยลดสิวแล้ว นางยังช่วยคุมความมันส่วนเกิน และรักษารอยดำ รอยแดงจากสิวที่หลังกับสิวที่หน้าได้ด้วยนะ เพราะ Acne lotion ประกอบไปด้วย Salicylic acid, Glycolic acid, Silica และ Zinc Oxide

Silica มีบทบาทช่วยลดความมันส่วนเกินบนร่างกาย Zinc Oxide ช่วยลดสิว (อ่านต่อ : อีกหนึ่งความสามารถ คุณสมบัติเฉพาะของซิงค์ออกไซด์ (Zinc Oxide) ที่ไม่มีใครเหมือน) ส่วนสิ่งที่จะช่วยลดรอยดำรอยแดงจากสิวที่หลังแบบเร่งด่วนก็คือ Salicylic acid และ Glycolic acid นั้นเองจ้า

ต้องทำความเข้าใจกันก่อนนะคะว่ารอยสิวเกิดจากร่างกายสั่งให้ผิวหนังสร้างชั้นผิวขึ้นมาเพื่อฟื้นฟูบริเวณส่วนที่เสียหายเมื่อชั้นผิวทับกันเป็นชั้นไปเรื่อย ๆ จึงทำให้รอยสิวมีสีดำ ซึ่งเจ้าสาร Salicylic acid และ Glycolic acid มีคุณสมบัติช่วยผลัดเซลล์ผิว เมื่อใช้ไปเรื่อย ๆ ชั้นผิวที่หนาตัว ทับถมกันก็ค่อย ๆ หลุดลอกไป จึงช่วยให้รอยดำจากสิวจางลง

ถ้ายังนึกไม่ออกให้จินตนาการว่ารอยสิวคือขี้ไคล ส่วน Salicylic acid และ Glycolic acid เป็นหินขัดผิว เมื่อเราทำการขัดผิว ขี้ไคล้ที่ทับถมกันก็จะหลุดลอกออกไป เผยให้เห็นผิวที่เรียบเนียนสวยใส ไร้รอยสิววว

รักษารอยดำจากสิวเร่งด่วนแบบ Double คูณ2

สำหรับคนที่คิดว่าแค่ Acne lotion ยังลดรอยดำจากสิวที่หลังไม่เร็วพอ เฟซแลบส์แนะนำวิตามินซีบริสุทธิ์สูตรเข้มข้นจาก Luminah series เพราะวิตามินซีจะไปช่วยกระตุ้นสร้างคอลลาเจน ให้สร้างชั้นผิวใหม่เพิ่มขึ้น

สาว ๆ คิดดู มีทั้ง Salicylic acid และ glycolic acid จาก Acne lotion ช่วยผลัดเซลล์ผิวภายนอก (รอยดำ) ให้หลุดลอกออกไป และยังมีวิตามินซีที่ช่วยสร้างเซลล์ผิวใหม่จากภายใน ปรับสภาพผิวแผ่นหลังให้กระจ่างใสแบบดับเบิ้ลคูณ 2 แบบนี้แล้วรอยดำจากสิวจะไม่หายได้อย่างไร? แถมยังใช้ได้ทั้งใบหน้า และแผ่นหลัง เริ่ดไปอี๊กกก

 

อีกหนึ่งความสามารถ คุณสมบัติเฉพาะของซิงค์ออกไซด์ (Zinc Oxide) ที่ไม่มีใครเหมือน

ไม่ว่าจะเป็นซิงค์ออกไซด์ / ซิงก์ออกไซด์ หรือสังกะสีออกไซด์ มันก็คือซิงค์ออกไซด์ (Zinc Oxide) ความหมายเดียวกันหมด ซึ่งเมื่อหลายคนได้ยินคำว่า ซิงค์ออกไซด์ (Zinc Oxide) อย่างแรกที่นึกถึงก็คือสารกันแดด แต่รู้หรือไม่ว่าซิงค์ออกไซด์ไม่ได้มีดีแค่กันแดดเท่านั้น แต่ยังช่วยลดสิวได้อีกด้วย!

แต่ แต่ แต่ ไม่ใช่ว่าสาว ๆ ทุกคนจะเอาครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของซิงค์ออกไซด์มาใช้ลดสิวได้นะ เพราะถึงแม้จะชื่อซิงค์ออกไซด์เหมือนกันแต่คุณสมบัติเฉพาะตัวของซิงก์ออกไซด์ที่เฟซแลบส์ใช้ ไม่ใช่เพื่อนำมาเป็นสารกันแดดในครีมกันแดด แต่ใช้สำหรับฆ่าเชื้อแบคทีเรียก่อสิวในผลิตภัณฑ์ลดสิวอย่าง Acne lotion นั่นเองจ้า

ทำไมคุณสมบัติของซิงค์ออกไซด์ (Zinc Oxide) ที่เฟซแลบส์เลือกใช้ถึงไม่เหมือนกับที่อื่น?

ปกติซิงค์ออกไซด์ที่สามารถฆ่าเชื้อโรคได้คือซิงค์ออกไซด์ที่มีขนาดเล็กถึงนาโนเมตร เรียกง่าย ๆ ว่านาโนซิงค์ออกไซด์ หรือนาโนซิงค์มักใช้ในอุตสาหกรรมการบำบัดน้ำเสีย มาถึงตรงนี้สาว ๆ หลายคนคงสับสนว่าใช้ฆ่าเชื้อโรคในน้ำเสียได้ และทำไมไม่เอามาใช่ฆ่าเชื้อแบคทีเรียก่อสิวในเครื่องสำอางบ้างละ?

นั่นก็เพราะข้อดีของมันกลับกลายเป็นข้อเสียสำหรับมนุษย์นะสิ! เนื่องจากนาโนซิงก์ออกไซด์ชนิดนี้มีความรุนแรงเกินไปทำให้ผิวหนังของมนุษย์ไม่สามารถรับมือไหว ส่งผลให้เกิดการแพ้หรือระคายเคืองได้ง่าย นี่จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมนาโนซิงค์ออกไซด์ชนิดนี้ถึงไม่เป็นที่นิยมในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง

แต่นาโนซิงค์ออกไซด์ของเฟซแลบส์เป็นนวัตกรรมใหม่ล่าสุดที่ผ่านการพัฒนาปรับปรุงคุณภาพให้สามารถใช้ในเครื่องสำอางได้โดยไม่ทำให้เกิดการแพ้หรือระคายเคืองเพราะฉะนั้นสาว ๆ หมดกังวล หายห่วงเรื่องการแพ้หรือระคายเคืองไปได้เลยจ้า

นาโนซิงค์ออกไซด์ (Zinc Oxide) ของเฟซแลบส์ช่วยลดสิวได้อย่างไร

หลักการลดสิวของนาโนซิงค์ออกไซด์เฟซแลบส์ก็คล้าย ๆ กับนาโนซิงค์ที่ใช้บำบัดน้ำเสีย ต่างกันตรงที่นาโนซิงค์ ออกไซด์ของเฟซแลบส์ไม่ใช่ฆ่าเชื้อทุกชนิดที่พบเจอเหมือนตัวที่ใช้บำบัดน้ำเสีย แต่จะเจาะจงฆ่าเฉพาะเชื้อแบคทีเรีย P.acne เท่านั้น ทำให้ผิวของสาว ๆ ไม่ต้องมารับภาระอีกต่อไป เพราะภาระทั้งหมดนั้นตกไปอยู่ที่เชื้อ P.acnes นั่นเองจ้า หึหึ หึ (แอบสะใจเล็ก ๆ)

โดยนาโนซิงค์ออกไซด์ของเฟซแลบส์จะเข้าไปจับที่เชื้อ P.acnes ทำลายผนัง และเยื่อหุ้มเซลล์ของเชื้อแบคทีเรีย จากนั้นนาโนซิงค์ก็จะเข้าไปเกาะกลุ่มกันทำลายโปรตีน และอวัยวะต่าง ๆ ที่อยู่ภายใน Cytoplasm (ของเหลวภายในเซลล์)

 

ถ้าให้เห็นภาพชัดขึ้น ให้สาว ๆ คิดว่า Cytoplasm (ของเหลวภายในเซลล์) ของเจ้าเชื้อแบคทีเรีย คือ น้ำเลือด และเม็ดเลือด คือ โปรตีน และอวัยวะต่าง ๆ ของเชื้อ สุดท้ายให้สมมติว่านาโนซิงค์ออกไซด์เป็นก้อนไขมันขนาดเล็ก ๆ ถ้าเจ้าก้อนไขมันพวกนี้รวมตัวกันมาก ๆ เข้าจนอุดตันเส้นเลือด ทำให้น้ำเลือดที่ไม่สามารถนำสารอาหารไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ เมื่อร่างกายไม่ได้รับสารอาหาร และพลังงานสุดท้ายเจ้าเชื้อ P.acnes ก็จะตายลงไปในที่สุด

เป็นอย่างไรกันบ้างเห็นภาพชัดขึ้นมั้ยจ๊ะสาว ๆ ดีงามมากใช่มั้ย? หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้วนอกจากผลิตภัณฑ์ลดสิว FACELABS Acne lotion นั้นเองจ้า

รังสีอัลตราไวโอเลตคืออะไร มีคุณสมบัติอย่างไร ทำไมสาว ๆ ถึงต้องเกรงกลัว

สาว ๆ หลายคนอาจไม่รู้ว่ารังสีอัลตราไวโอเลตคืออะไร แต่ถ้าถามว่ารู้จักรังสียูวีหรือไม่ ทุกคนจะต้องร้องอ๋อขึ้นมาทันที แท้จริงแล้วรังสีอัลตราไวโอเลต (Ultravioletray) คือชื่อเต็มของรังสียูวี (UV ray) เป็นคลื่นมาจากแสงอาทิตย์ซึ่งเราไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ประกอบไปด้วยรังสียูวีเอ (UVA) รังสียูวีบี (UVB) และ รังสียูวีซี (UVC)

โทษของรังสีอัลตราไวโอเลต

คงไม่ต้องพูดอะไรมากเพราะสาว ๆ หลายคนก็คงรู้กันมาบ้างแล้วว่ารังสีอัลตราไวโอเลตมีโทษหรือผลกระทบต่อผิวพรรณอย่างไร ซึ่งก็มีตั้งแต่ทำให้ผิวหมองคล้ำ มีสีเข้มขึ้น เกิดฝ้า กระ จุดด่างดำ บางสถานการณ์ก็ทำให้ผิวเกิดอาการไหม้แดด จนผิวหนังหลุดลอกเป็นแผลพุพองได้ นอกจากนี้ยังมีรายงานการวิจัยหลายชิ้นรายงานไปในทิศทางเดียวกันว่ารังสีอัลตราไวโอเลตสามารถทำให้อนุมูลอิสระไปทำลายชั้นคอลลาเจน อีลาสตินจนทำให้เกิดริ้วรอยก่อนวัย และยังสามารถทะลุผ่านชั้นไขมัน ชั้นผิวหนังลงไปทำลาย DNA กลายเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งผิวหนังได้

เมื่อได้รู้อย่างนี้แล้วจึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมใคร ๆ ถึงเกรงกลัวเจ้ารังสีชนิดนี้กันนัก แต่อย่าพึ่งตัดสินไป เพราะแม้แต่เหรียญยังมี 2 ด้าน นับประสาอะไรรังสีอัลตราไวโอเลต รังสีชนิดนี้ใช่ว่าจะมีแต่โทษ ประโยชน์ของมันก็มีเพียงแต่สาว ๆ ต้องได้รังสียูวีในสถานที่ ช่วงเวลา และปริมาณที่เหมาะสมประโยชน์ของรังสียูวีจึงจะปรากฏนะจ๊ะสาว ๆ

ประโยชน์ของรังสีอัลตราไวโอเลต

รังสียูวีหรือรังสีอัลตราไวโอเลตก็มีประโยชน์เหมือนกันนะ เพราะเจ้ารังสีชนิดนี้สามารถช่วยสร้างวิตามิน D ซึ่งเป็นวิตามินที่ร่างกายเราไม่สามารถผลิตขึ้นมาเองได้ โดยวิตามิน D จะช่วยเรื่องการดูดซึมแคลเซียมเข้าสู่ร่างกาย ป้องกันโรคกระดูกพรุน และโรคกระดูกอ่อน นอกจากนี้ยังช่วยรักษาสมดุลของธาตุแคลเซียม และธาตุฟอสฟอรัสในร่างกายให้อยู่ในระดับปกติอีกด้วย แต่ไม่ใช่ว่าสาว ๆ จะไปยืนกลางแดดช่วงตอนเที่ยง หรือตอนบ่ายได้นะ อย่างนี้ไม่น่าช่วยสร้างวิตามิน D แต่น่าจะช่วยสร้างมะเร็งผิวผนังในกับสาว ๆ มากกว่า

ในอดีตอาจบอกว่าช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดในการสร้างวิตามิน D ให้กับร่างกายคือแสงแดดอ่อน ๆ ในตอนเช้าช่วง 8:00 – 10:00 น. เป็น ถ้าเป็นเมื่อก่อน หรือเมืองนอกตอนนี้ก็อาจใช้ได้ แต่มันใช้ไม่ได้กับเมืองไทยตอนนี้ เพราะเมืองไทยเป็นประเทศที่อยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรของโลก โดนแสงอาทิตย์เต็ม ๆ แล้วแดดปัจจุบันกับแดดสมัยก่อนมันไม่เหมือนกันไง สมัยก่อนยังมีชั้นโอโซนช่วยกรองแสงอาทิตย์ รังสียูวีที่มายังพื้นผิวโลกจึงมีค่าความเข้มข้นที่ไม่สูงมากนัก แต่เดี๋ยวนี้ชั้นโอโซนเหลือน้อยนิดจะช่วยกรองแสงยูวีให้เราได้สักเท่าไหร่กันเชียว ดังนั้น ช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับรับเมืองไทยจะไม่ใช่

8:00 – 10:00 น. อีกต่อไป แต่เป็น 6:00 -7:00 น. ต่างหาก หรือถ้าเป็นไปได้ ให้ร่างกายเราได้รับแสงแดดได้ไม่ให้เกิน 8 โมงเช้าก็ยังดี

ไม่ได้มีแค่รังสีอัลตราไวโอเลตที่ทำร้ายคุณ

ด้วยสถานการณ์ Covid19 ตอนนี้ทำให้หลายบริษัทเริ่มให้พนังงานทำงานที่บ้าน (Work From Home ; WFM) สาว ๆ หลายคนคงยินดีปรีดาเพราะไม่ต้องออกไปเจอแสงแดด ฝุ่น หรือมลภาวะภายนอก แต่หารู้ไม่ว่าไม่ใช่แค่รังสีอัลตราไวโอเลตเท่านั้นที่สามารถทำร้ายผิวพรรณของสาว ๆ ยังมีสาเหตุอื่น ๆ อีก เช่น

  • รังสี UVA จากหลอดไฟ

  • แสงสีฟ้าจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ หน้าจอโน้ตบุ๊ก หน้าจอสมาร์ทโฟน และหน้าจอโทรทัศน์ (ถ้าบ้านใครมี)

  • คลื่นความร้อนอย่างรังสีอินฟราเรดจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ

  • พักผ่อนไม่เพียงพอ

  • ทานอาหารไม่ครบ 5 หมู่ หรือทานแต่อาหารที่ไม่มีประโยชน์

  • ความเครียด ฯ

เห็นมั้ยว่าไม่ได้มีแค่รังสีอัลตราไวโอเลตเท่านั้นที่ทำให้ผิวของสาว ๆ เกิดการหมองคล้ำ มีริ้วรอยแก่ก่อนวัย แต่ยังมีปัจจัยอื่น ๆ อีกมากมายที่สาว ๆ ต้องรู้ไว้ และหาทางแก้ไขก่อนสายเกินไป

แก้ปัญหาผิวหมองคล้ำ ริ้วรอยก่อนวัยที่ไม่ได้มาจากรังสีอัลตราไวโอเลต

1. หมั่นทาครีมกันแดดให้ติดเป็นนิสัย

 เพื่อป้องกันรังสียูวีจากหลอดไฟ แสงสีฟ้า และรังสีอินฟราเรดจากเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ภายในบ้าน แม้ในปัจจุบันหลอดไฟจะไม่ได้แผ่รังสี UVA ที่เป็นอันตรายกับร่างกาย และยังไม่มีรายงานที่ชี้ชัดว่าแสงสีฟ้า และรังสีอินฟราเรดมีผลทำให้ผิวหมองคล้ำ เกิดริ้วรอยหรือไม่ แต่การป้องกันไว้ก่อนก็ไม่ใช่เรื่องผิด อย่างน้อยก็เพื่อความสบายใจของเรา

2. นอนให้เป็นเวลา และพักผ่อนให้เพียงพอ

โดยเฉพาะช่วง 22.00 – 2.00 น.จะเป็นเวลาโกรทฮอร์โมน (GH) หลังออกมาเพื่อทำหน้าที่ฟื้นฟูร่างกาย ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากที่สุด

3. ทานอาหารที่มีประโยชน์

งานวิจัยชี้ชัดว่าการทานอาหารที่มีประโยชน์จะช่วยฟื้นฟูซ่อมบำรุงเนื้อเยื่อให้ผิวมีความยืดหยุ่น ชุ่มชื้น ไม่แห้งกร้าน โดยเฉพาะสารอาหารจำพวกโปรตีน วิตามินบีรวม ธาตุเหล็ก ซิงค์ และกรดไขมันจำเป็น

4. ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย

การดื่มน้ำมีส่วนช่วยให้ขับถ่ายคล่องจึงขับของเสียต่าง ๆ ที่อยู่ตามลำไส้ให้หมดไป เมื่อร่างกายไม่มีของเสีย จึงช่วยให้ผิวพรรณสวยใส บางคนได้ยินแบบนั้นก็จัดเลยจ้า แต่อย่าลืมว่า ถ้าเราดื่มน้ำมาเกินไปร่างกายก็ขับออกทางปัสสาวะอยู่ดี ไม่มีประโยชน์อะไร ทางที่ดีดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายดีกว่า และควรจะทาครีมบำรุงหรือมอยเจอร์ไรเซอร์เสริมเข้าไปด้วยเพื่อสุขภาพผิวที่ดีของตัวเราเอง

5. พักสมองคลายเครียด

เข้าใจว่าสถานการณ์ตอนนี้เป็นอย่างไร แต่ทำงานเสร็จแล้วก็ควรพักผ่อนบ้างอะไรบ้าง ไม่ต้องตามติดทุกสถานการณ์ก็ได้ ไปหากิจกรรมอื่น ๆ ทำอย่างดูหนังตลก อ่านนิยาย วาดรูป ฟังเพลง เต้น ออกกำลังกาย ทำอะไรก็ได้ที่ช่วยปลดปล่อยอารมณ์ความเครียด

เชื่อว่าสิ่งที่กล่าวไปนี้เป็นเรื่องที่หลาย ๆ คนรู้ดีอยู่แก่ใจ แต่ละเลย หรือไม่มีเวลาพอที่จะใส่ใจ เฟซแลบส์เลยอยากแนะนำเสียสละเวลาเพียงเล็กน้อยเพื่อดูแลสุขภาพผิว สุขกายกาย และสุขภาพใจให้สดใสอยู่ตลอดเวลา สำหรับสาว ๆ ที่อยากรู้วิธีแก้ปัญหาหน้าหมองคล้ำเต็มรูปแบบ ทางเฟซแลบส์ของแนะนำบทความ : บอกลาหน้าโทรม ผิวหมองคล้ำเมื่อ work from home ให้สาว ๆ ได้ผิวสวยใสแบบจุใจ

ทำความรู้จักเจลล้างมือไม่ใช้น้ำ ที่ทำจากแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อ สูตรอ่อนโยน ไม่ระคายเคืองจาก FACELABS

รู้จักเจลล้างมือไม่ใช้น้ำ หรือเจลล้างมือไม่ต้องล้างน้ำ

เจลล้างมือไม่ใช้น้ำ หรือเจลล้างมือไม่ต้องล้างน้ำ คือผลิตภัณฑ์ประเภท Leave-on ส่วนใหญ่มักมีแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อเป็นส่วนประกอบ ใช้สำหรับล้างมือแล้วปล่อยให้แห้ง สาว ๆ ไม่ต้องไปยุ่ง หรือทำอะไรใด ๆ ทั้งสิ้น ประกอบกับสถานการณ์เชื้อไวรัสโควิด19 จึงไม่แปลกที่เจลล้างมือไม่ใช้น้ำจะกลายเป็นไอเท็มยอดฮิตที่ช่วงนี้ทุกคนต้องรู้จัก จำเป็นต้องมีติดตัว พกติดกระเป๋าตีควบคู่มากับหน้ากากอนามัยแบบไม่มีใครยอมใคร เพราะนอกจากจะใช้สะดวกสบาย ยังให้เนื้อสัมผัสที่นุ่มมือ แห้งไว ไม่ระคายเคืองผิว และไม่ทำให้ผิวแห้งกร้านอีกด้วย

คุณสมบัติหลักของเจลล้างมือไม่ใช่น้ำ ที่ทำจากแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อ

ถ้าพิจารณาตามชื่อก็จะเดาคุณสมบัติของมันได้ว่า “เจลล้างมือไม่ใช่น้ำ = ไม่จำเป็นต้องใช้น้ำล้างออก” เพราะวัตถุประสงค์หลักที่ออกแบบมาก็เพื่อใช้ล้างมือแทนสบู่ในกรณีออกไปข้างนอก ไม่มีน้ำไรงี้ และเมื่อรวมกับประโยคสุดท้ายที่ว่าทำจากแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อ ข้อนี้จึงสรุปได้ง่าย ๆ เลยว่าเจลล้างมือไม่ใช้น้ำที่ทำจากแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อมีคุณสมบัติสามารถใช้ล้างมือโดยไม่ต้องใช้น้ำ และสามารถฆ่าเชื้อโรคได้นั่นเอง

ส่วนผสมเจลล้างมือไม่ใช่น้ำของ FACELABS มีอะไรบ้าง

ไหน ๆ FACELABS ก็เด่นดังเรื่องเจลล้างหน้าอยู่แล้ว แล้วเราจะพลาดเจลล้างมือไปได้ยังไงกัน! เจลล้างมือของ FACELABS เป็นเจลล้างมือไม่ใช่น้ำ สูตรอ่อนโยน ผ่านการพิสูจน์จากแพทย์ผู้เชี่ยงชาญด้านผิวหนังทุกขั้นตอน มีส่วนผสมสำคัญดังนี้

  1. แน่นอนว่าอันดับแรกต้องเป็น 70% เอทิลแอลกอฮอล์ (Ethyl alcohol) นั่นเองจ้า

  2. ซอบิทอล (Sorbitol) หรือก็คือสารสกัดจากข้าวโพด ซึ่งซอบิทอลเนี่ยเป็นสารให้ความชุ่มชื้นที่มีประสิทธิภาพสูง แต่มักไม่ค่อยมีใครนำมาใช้เนื่องจากสารตัวนี้ มีเนื้อสัมผัสที่หนัก และมักทิ้งความเหนียวเหนอะหนะไว้บนผิว แต่เมื่อนำมาใช้ร่วมกับ 70%เอทิลแอลกอฮอล์ที่มีคุณสมบัติแห้งไว จึงทำให้ข้อเสียหมดไป กลายเป็นแอลกอฮอล์เจลที่ลงตัว ฆ่าเชื้อได้ดี ไม่เหนียวเหนอะหนะ และไม่ทำให้มือแห้งกร้านจากการสัมผัสแอลกอฮอล์บ่อย ๆ นั่นเองจ้า

เอทิลแอกอฮอล์ VS เมทิลแอลกอฮอล์ VS ไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์ ต่างกันอย่างไร ทำไมใช้แทนกันไม่ได้

ทั้งเอทิลแอกอฮอล์, เมทิลแอลกอฮอล์ และไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์ ล้วนจัดเป็นแอลกอฮอล์เหมือนกัน แต่! ทำไมถึงใช้แทนกันไม่ได้ ทางเฟซแลบส์ขออธิบายแยกเป็น 2 กรณีนะจ๊ะ

1. เอทิลแอลกอฮอล์ VS ไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์

ทั้งเอทิลแอลกอฮอล์ / Ethyl alcohol (หรือเอทานอล ; Ethanol) และไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์ / Isopropyl alcohol (หรือไอโซโพรพานอล ; Isopropanol) ล้วนเป็นแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อทั้งคู่ แต่ แต่ แต่ ไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์จะทำให้ผิวเกิดการระคายเคืองได้ง่าย เลยไม่แนะนำให้เอาไปใช้ทำเจลล้างมือเท่าไหร่ ส่วนเอทิลแอลกอฮล์เหมาะกับการนำมาเป็นส่วนผสมของเจลล้างมือแอลกอฮอล์ เพราะไม่ทำให้ผิวระคายเคือง และยังฆ่าเชื้อได้ดีกว่าไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์อีกด้วย

2. เอทิลแอลกอฮอล์ VS เมทิลแอลกอฮอล์

แม้ชื่อคล้ายกัน แต่คุณสมบัติไม่คล้ายกันนะจะบอกให้ เพราะเอทิลแอลกอฮอลล์ได้จากการหมักพืช ส่วนเมทิลแอลกอฮอล์ / Methyl alcohol (หรือเมทานอล ; Methanol) ได้จากการกลั่นปิโตรเลียม ปิ-โตร-เลียม ทำให้เมทิลแอลกอฮอล์จัดเป็นสารอันตราย มีพิษต่อร่างกาย ดูดซึมผ่านผิวหนังได้ หากนำมาผสมในเจลล้างมือจะทำให้ผิวระคายเคือง หากสัมผัสโดนตาจะทำให้เยื่อบุตาอักเสบ และเสี่ยงตาบอดได้ หากสูดดมหรือได้กลิ่นบ่อย ๆ จะทำให้หลอดลมอักเสบ เวียนหัว คลื่นไส้ อาเจียนได้

นอกจากนี้ถ้าใครไม่มั่นใจว่าเจลล้างมือแอลกอฮอล์ที่ซื้อมาจะปลอดภัย ไม่ระคายเคืองหรือไม่ก็สามารถทดสอบได้โดยการเอาแอลกอฮอล์เจลทาที่ท้องแขน ถ้าภายใน 30 นาที – 24 ชั่วโมง ไม่มีอาการแสบ คัน หรือผื่นแดงขึ้น คุณก็สามารถใช้ได้ แต่ถ้ามีอาการ… ยินดีด้วย (?) เพราะนั่นไม่ใช่เอทิลแอลกอฮอล์ แต่อาจเป็นไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์ หรือเมทิลแอลกอฮอล์ก็แป็นด้ายยยยย

ตอนนี้ทุกคนก็เห็นข้อแตกต่างแล้ว ดังนั้นเวลาเลือกซื้อเจลล้างมือแอลกอฮอล์ก็ต้องระวัง เลือกแบรนด์ที่เชื่อถือได้ มีฉลาก มีเลขอย. และต้องตรวจสอบได้ ไม่อย่างนั้นโดนย้อมแมวไม่รู้ด้วยน้า

เจลล้างมือแอลกอฮอล์ FACELABS ดีกว่าเจลล้างมือทำเองอย่างไร

ก่อนถามว่าใช้เจลล้างมือแอลกอฮอล์ FACELABS ดีกว่าใช้เจลล้างมือทำเองอย่างไร? ขอถามคุณกลับว่าถ้าคุณใช้เจลล้างมือทำเองแล้ว

  1. คุณมั่นใจได้อย่างไรว่าเจลล้างมือที่ทำเองเนี่ยจะฆ่าเชื้อได้จริง ไม่ได้มีแค่กลิ่น? เพราะอย่าลืมนะว่าถ้าแอลกอฮอล์ที่ใช้มีความเข้มข้นไม่ถึง 70% เจลล้างมือแอลกอฮอล์จะฆ่าเชื้อไม่ได้เลยนะ

  2. คุณมั่นใจได้ยังไงว่าแอลกอฮอล์ที่ได้มาเป็นเอทิลแอลกอฮอล์ ไม่ใช่ เมทิลแอลกอฮอล์?

ถ้าคุณตอบได้คือจบ แต่ถ้าคุณตอบไม่ได้ ซื้อเถอะค่ะเพื่อสุขอนามัยที่ดีของคุณ แต่ถ้าคุณใช้แอลกอฮอล์เจลFACELABS คุณมั่นใจได้เลยว่าคุณจะได้ 70% เอทิลแอลกอฮอล์แน่นอน หลังใช้มือไม่แห้ง ไม่หยาบกร้าน และที่สำคัญคุณยังสามารถตรวจสอบผลิตภัณฑ์ของเราได้จากเลขที่จดแจ้งอย. ด้วยนะ

 
เจลล้างมือแลกอฮอล์ FACELABS ใช้เอทิลแอลกอฮอล์ความเข้มข้นสูงกว่า 70% ไม่ได้หรอ?

ได้ค่ะ แต่ไม่ใช้ เพราะค่าความเข้มข้นของเอทิลแอลกอฮอล์ที่ฆ่าเชื้อได้ดี และปลอดภัยต่อผู้ใช้ที่สุดคือ 70% หากน้อยกว่านี้จะไม่สามารถฆ่าเชื้อได้ แต่ถ้ามากกว่านี้แอลกอฮอล์ระเหยหมดก่อนฆ่าเชื้อ แถมมือแห้งอีก แล้วจะใช้ทำไม หึ ๆ

บอกลาหน้าโทรม ผิวหมองคล้ำเมื่อ work from home

บอกลาหน้าโทรม ผิวหมองคล้ำเมื่อ work from home

A : Work from home? หมายถึงทำงานที่บ้านนะหรอ?
B : ใช่แล้ว
A : ดีจังเลย ไม่ต้องตื่นเช้า ไม่ต้องแต่งหน้า แต่งตัวมาทำงาน อิจฉาจัง

โน ๆ ๆ หยุดความคิดอันชั่วร้ายนั่นเดี๋ยวนี้! Work from home นั่นแหละหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้หน้าโทรม ผิวหมองคล้ำ หมดราศีได้เลยนะ เพราะอะไรนะหรอ เลื่อนดูสิ

เมื่อชาวออฟฟิศได้ทำงานที่บ้าน

1. ไม่ต้องตื่นเช้า งั้นจะทำอะไรก็ได้!

ปกติชาวออฟฟิศมักมีกิจกรรมคลายเครียดหลังกลับถึงบ้าน ไม่ว่าจะเป็นดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม หรือแม้กระทั่งดูซีรีย์ เมื่อต้องไปทำงาน เราจะมีการจัดตารางเวลาว่าควรนอนกี่โมง ตื่นกี่โมง ทานข้าวกี่โมง ดื่มน้ำปริมาณเท่าไหร่ แต่เมื่อได้ทำงานที่บ้านเท่านั้นแหละ ระบบระเบียบที่มีหายเรี๊ยบ โต้รุ่งกันเลยทีเดียว ผลที่ตามนะหรอ

– นอนไม่พอ

– ระบบขับถ่ายรวน

– ใต้ตาคล้ำ

– หน้าตาไม่สดใส

– สิวขึ้น

– หน้าโทรม ผิวหมองคล้ำ ฯ

นี่เป็นเพียงปัญหาเกี่ยวกับผิวเท่านั้นนะ ยังไม่ได้ลงลึกถึงเรื่องสุขภาพร่างกาย เพราะถ้าผิวยังเป็นขนาดนี้ สุขภาพจะขนาดไหน?

2. ไม่ต้องแต่งหน้า งั้นไม่ต้องล้างหน้าละกัน

รู้เลยว่าสาว ๆ ขี้เกียจ 555ไม่ต้องอาย ใคร ๆ เขาก็ต้องมีช่วงเวลาเป็นแบบนี้กันทั้งนั้น แต่เราจะให้ความขี้เกียจมาทำให้เราสกปรกไม่ได้! แม้จะไม่ได้แต่งหน้า ไม่ได้ออกไปไหนก็ควร “ล้างหน้า” ให้เป็นนิสัย เพราะใบหน้าเป็นสิ่งสำคัญ เป็น first impression ในการเข้าสู่สังคมจะปล่อยให้หน้าโทรม ผิวหมองคล้ำ หรือมีสิวขึ้นไม่ได้เด็ดขาด

3. ไม่ได้ออกไปข้างนอก ครีมกันแดดไม่ทาก็คงไม่เป็นไร

ข้อนี้ก็เช่นเดียวกับข้อ 2 แม้สาว ๆ จะไม่ได้ออกไปข้างนอก แต่ก็อย่าขี้เกียจ ลุกขึ้นมาล้างหน้า ทาครีมบำรุง ลงครีมกันแดด หรือถ้าขี้เกียจทาครีมบำรุง อย่างน้อยที่สุดก็ควรลงครีมกันแดดนะ เพราะแสงจากหน้าจอคอม และหลอดไฟสามารถทำให้ผิวหน้าโทรม หมองคล้ำได้เช่นกัน

เห็นมั้ยใครว่าทำงานที่บ้านแล้วสบาย ไม่ว่าจะทำงานที่ออฟฟิศหรือทำงานที่บ้านก็ทำให้หน้าโทรม ผิวหมองคล้ำได้ไม่ต่างกัน บางทีทำงานที่บ้านอาจจะหนักกว่าด้วยซ้ำ

 
วันนี้เฟซแลบส์มีเคล็ดลับง่าย ๆ กู้ผิวสวย บอกลาหน้าโทรม ผิวหมองคล้ำ แม้ Work from Home ด้วยนะ

เคล็ดลับกู้ผิวสวย บอกลาหน้าโทรม ผิวหมองคล้ำแม้ work from home

เคล็ดลับนั้นก็ง่าย ๆ และเป็นสิ่งที่ทุกคนรู้อยู่แล้ว แต่ละเลยไม่สนใจ นั่นก็คือ

1. เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับผิวหน้า ช่วยลดการเกิดสิว หน้าโทรม ผิวหมองคล้ำได้ เช่น

2.1 ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าต้องอ่อนโยนอย่าง FACELABS Facial Cleanser Pure Gel ช่วยทำความสะอาดผิวหน้าอย่างล้ำลึก ไม่ทำให้ผิวแห้งเอี๊อด มีให้เลือกถึง 4 เบอร์ด้วยกัน แต่แอบได้ยินมาว่าเบอร์ 0 กับ เบอร์ 3 เป็นรุ่นสุดฮิตขายดีไม่ตกเทรนด์ จนผู้บริโภคเรียกร้องให้ทำเป็นไซต์ใหญ่เลยนะ อืมมม ของเขาดีจริง ๆ

2.2 ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว สำหรับสาวขี้เกียจแนะนำให้เลือกผลิตภัณฑ์ที่ซึมไวอย่าง FACELABS Hydrating Essence แต่เติมน้ำให้ผิวได้ล้ำลึกถึง 1,000 เท่า หลังตื่นนอนผิวจะเด้งอิ่มฟู เรียกได้ว่า จบในตัวเดียว

2.3 ผลิตภัณฑ์ครีมกันแดด ควรเลือกที่สามารถปกป้องได้ทั้งรังสี UVA UVB และแสงสีฟ้าจากจอคอม ใช้แล้วไม่อุดตัน ไม่ทำให้เกิดสิว

– สำหรับสาวผิวแห้ง แนะนำให้ใช้กันแดดที่เป็นเนื้อครีม แห้งไว เกลี่ยง่าย ไม่เหนอะหนะ อย่าง FACELABS Ultra Sun Protection SPF50 PA+++

– สำหรับสาวผิวธรรมดา ผิวผสม และผิวมัน แนะนำกันแดดที่เป็นสูตรน้ำ เนื้อบางเบา ซึมไว ไม่เหนอะหนะอย่าง FACELABS Ultra Sunscreen Aqua SPF50 PA+++ (แอบกระซิบนิดนึง ตัวนี้ผิวแห้งก็ใช้ได้นะ แต่อาจต้องลง 2 รอบเพราะมันซึมไวมากกก ขอบอก)

2. ดื่มน้ำอุ่นผสมมะนาวทุกครั้งหลังตื่นนอน

เพื่อกระตุ้นระบบการขับถ่าย ลดการตกค้างของอุจจาระ ป้องกันไม่ให้ร่างกายดูดซึมน้ำจากของเสียมาใช้ใหม่ จากนั้นก็ยกมือลา โบกมือบ๊ายบาย หน้าโทรม ผิวหมองคล้ำ และสิวบนหน้า ได้เลย

3. จัดระเบียบชีวิตใหม่ ทำตัวให้เหมือนอยู่ออฟฟิศ เช่น

1.1 จัดตารางเวลาชีวิตว่าต้องทำอะไร เวลาไหนบ้าง

1.2 อาบน้ำ ล้างหน้า ทาครีมให้เป็นกิจจะลักษณะ

1.3 พักผ่อนให้เพียงพอ ให้นอนอย่างน้อยที่สุดคือ 6 ชั่วโมง

ข้อ 3 นี่คือสิ่งสำคัญที่สุด เพราะถ้าเพื่อน ๆ ยังไม่มีระเบียบวินัย ใช้ชีวิตตามใจฉัน เล่นเกม ดูหนัง ดูซีรี่ย์จนไม่ได้หลับไม่ได้นอน ระวังตื่นมาตาคล้ำ หน้าบวมโทรม ผิวหมองคล้ำจนเจ้านายจำหน้าไม่ได้ไม่รู้ด้วยนะ

แถมตอนนี้เขายังจัดโปรโมชั่นลดสูงสุดถึง 40% จัดส่งถึงบ้าน เรียกได้ว่า “อยู่บ้านก็สวยได้” อย่าลืมรับไปช็อปกันนะทุกค๊นนน

คำถามสุดฮิต “เมื่อจะซื้อครีมกันแดดสำหรับผิวแพ้ง่าย”

ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ที่ครีมกันแดดกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของสาว ๆ โดยเฉพาะ “ครีมกันแดดสำหรับผิวแพ้ง่าย” นับว่าเป็นไอเท็มยอดฮิตติดเทรนด์ไม่มีตก ยังไม่พอ นางยังแถมคำพ่วงตามติดมาเป็นพรวน อาทิเช่น ครีมกันแดดสำหรับผิวแพ้ง่ายไม่อุดตันเอย, ครีมกันแดดสำหรับผิวแพ้ง่ายคนหน้าแห้งเอย, ครีมกันแดดสำหรับผิวแพ้ง่ายคนหน้ามันเอย,ครีมกันแดดผิวแพ้ง่ายสำหรับคนเป็นสิวเอย ยัง ๆ ยังไม่หมดนางยังมีมีครีมกันแดดผิวแพ้ง่ายสำหรับคนชอบแต่งหน้าบ้างละ เยอะแยะเต็มไปหมด

บอกได้อย่างเดียวว่า…เลือกไม่ถูก!

สมัยก่อนแค่เห็นคำว่า “ครีมกันแดดสำหรับผิวแพ้ง่าย” ก็ซื้อเลยจ้า แต่เดี๋ยวนี้กว่าจะเลือกได้ช่างยากเย็น ไม่รู้จะใช้เวอร์ชั่นไหนดี แต่วันนี้สาว ๆ จะไม่งงอีกต่อไปเพราะเฟซแลบส์ได้นำคำถามสุดฮิตเกี่ยวกับครีมกันแดดสำหรับผิวแพ้ง่ายมาไขข้อสงสัยให้กับสาว ๆ เอง ไปดูกันเล๊ยยย

1. ครีมกันแดดสำหรับผิวแพ้ง่ายต่างจากครีมกันแดดทั่วไปอย่างไร?

ครีมกันแดดสำหรับผิวแพ้ง่ายออกแบบมาเพื่อคนที่มีผิวแพ้ง่าย (แต่คนที่ผิวแพ้ยากก็ใช่ได้น้า) ดังนั้นส่วนผสมทุกชนิดที่ใส่ใปในสูตรจะไม่มีสารที่เป็นอันตรายต่อผิว เช่น ปรอท พาราเบน ลาโนลิน แอลกอฮอล์ น้ำหอม ฯ

เมื่อได้สูตรออกมานักวิจัยก็จะส่งผลิตภัณฑ์ไปทดสอบการแพ้ การระคายเคืองจากสถาบันต่าง ๆ เพื่อการันตีผลอีกครั้งว่าสูตรที่คิดค้นมานั้นปลอดภัยต่อผู้ใช้แน่นอน

2. ครีมกันแดดสำหรับผิวแพ้ง่าย แสดงว่าใช้แล้วไม่แพ้ใช่มั้ย?

ไม่ใช่ค่ะ ก็อย่างที่บอกไปว่าครีมกันแดดสำหรับผิวแพ้ง่าย คือ ผลิตภัณฑ์ที่ส่วนผสมทุกชนิดมีความอ่อนโยน ปลอดภัย และไม่มีสารที่เป็นอันตรายต่อผิว แต่ไม่ใช่แปลว่าใช้แล้วจะไม่แพ้ เพราะผิวแต่ละคนตอบรับสารแต่ละชนิดแตกต่างกัน คุณจะไม่มีทางรู้เลยว่าคุณจะแพ้ หรือไม่แพ้สารตัวไหนจนกว่าคุณจะได้ลองทดสอบด้วยตัวเอง

ถ้าไม่อยากลองกับหน้า สาว ๆ สามารถทดสอบการแพ้เบื้องต้นได้โดยการทาผลิตภัณฑ์นั้นบาง ๆ บนท้องแขนข้างใดข้างหนึ่ง วันละ 1-2 ครั้ง จุดเดิมติดต่อกัน 7 วัน ถ้าภายในระยะเวลา 7 วันนี้ บริเวณที่ทาไม่มีผื่นขึ้น หรือมีอาการบวมแดง คันแสดงว่าคุณใช้ผลิตภัณฑ์นั้นได้ แต่ถ้ามีให้คุณสรุปเลยว่าคุณแพ้ คุณไม่สามารถใช้ผลิตภัณฑ์ตัวนั้นได้ และถ้าสาว ๆ อยากเจาะลึกลงไปอีกว่าแพ้สารอะไร เพื่อให้ง่ายต่อการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ทางเฟซแลบส์แนะนำให้นำผลิตภัณฑ์ที่แพ้ไปทดสอบ patch test กับทางโรงพยาบาลจะได้คำตอบที่ชัวร์กว่า

3. เป็นสิว แล้วก็มีผิวแพ้ง่ายควรใช้ครีมกันแดดสำหรับผิวแพ้ง่ายสูตรธรรมดา หรือเลือกครีมกันแดดสำหรับคนเป็นสิวผิวแพ้ง่าย อันไหนจะดีกว่ากัน?

ตามจริง ถ้าครีมกันแดดที่เลือกมานั้นมีคำว่า “Non Comedogenic” หรือไม่มีส่วนผสมที่ก่อให้เกิดสิว สาว ๆ ก็สามารถเลือกใช้ครีมกันแดดสำหรับผิวแพ้ง่ายได้ทั้ง 2 ประเภทค่ะ

4. ซื้อครีมกันแดดผิวแพ้ง่ายสำหรับคนเป็นสิวมาใช้ แต่สิวก็ยังขึ้น หมายความว่าเราเกิดการแพ้ใช่มั้ย?

ต้องอธิบายกันก่อนนะคะว่าสิวไม่ใช่ลักษณะที่บอกว่าสาว ๆ จะแพ้หรือระคายเคืองผลิตภัณฑ์นั้น ๆ แต่ส่วนใหญ่สิวจะเกิดจากการอุดตันซึ่งมีสาเหตุมาจากการทำความสะอาดไม่ดี ดูแลผิวไม่ถูกวิธี ทาผลิตภัณฑ์สลับกันมั่ว และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะกับสภาพผิว ยกเว้นว่าสิวที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เป็นสิวอักเสบ ก็มีความเป็นไปได้ที่สาว ๆ จะแพ้สารตัวใดตัวหนึ่งในผลิตภัณฑ์นั้น ๆ แต่ก็ต้องเช็คให้ดี ๆ ว่าสิวอักเสบที่ขึ้นนั้นเกิดนั้นมีสาเหตุมาจากผลิตภัณฑ์ หรือเพราะสาว ๆ กำลังเป็นวันนั้นของเดือน เพื่อความแน่ใจให้สาว ๆ ลองทดสอบการแพ้เบื้องต้นตามคำอธิบายในข้อ 2 ได้เลยจ้า

สำหรับใครที่ยังสับสนว่าควรดูแลผิวอย่างไร เฟซแลบส์ขอเสนอบทความ ผิวบอบบางแพ้ง่าย ดูแลอย่างไรให้ถูกวิธี?

5. เป็นคนผิวแพ้ง่ายใช้ครีมกันแดดสำหรับผิวแพ้ง่ายก็ถูกแล้วนิ? ไม่เหมาะกับสภาพผิวยังไง?

คนผิวแพ้ง่ายก็มีการแบ่งแยกสภาพผิวตามการผลิตซีบัมบนใบหน้าของสาว ๆ เช่นกันค่ะ ทั้งผิวแห้งแพ้ง่าย ผิวมันแพ้ง่าย ผิวผสมแพ้ง่าย และผิวธรรมดาแพ้ง่าย ไม่ใช่แค่เลือกครีมกันแดดสำหรับผิวแพ้ง่ายเท่านั้น แต่ต้องดูเนื้อผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ด้วย เช่น

– คนผิวแห้ง เราแนะนำให้ใช้ครีมกันแดดเนื้อครีม เพราะจะให้ความชุ่มชื้นได้มากกว่าเนื้อแบบอื่น

– คนผิวผสมจนถึงผิวมัน แนะนำให้ใช้ครีมกันแดดสูตรน้ำ ซึมไว หน้าไม่มันระหว่างวัน

– ส่วนคนที่มีผิวธรรมดาจะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องความมัน ความแห้งบนใบหน้า ทำให้สามารถใช้ครีมกันแดดเนื้อแบบไหนก็ได้แล้วแต่ความชอบ

 
Question : ทำไมผลิตภัณฑ์เฟซแลบส์ทุกตัวถึงมีอายุการใช้งานเพียง 6 เดือนหลังเปิดใช้ ?

FACELABS Answer : ตามจริงสาร active ทุกชนิดจะแสดงประสิทธิภาพสูงสุดได้ในระยะเวลา 6 เดือน จากนั้นค่อย ๆ เสื่อมประสิทธิภาพลงเรื่อย ๆ ที่เรามีสัญลักษณ์ว่าผลิตภัณฑ์ของเรามีอายุการใช้งานเพียง 6 เดือน เพื่อต้องการบอกผู้บริโภคว่าให้ใช้ภายใน 6 เดือนนะเพราะจะให้ผลได้ดีที่สุด แต่ถ้าสาว ๆ จะใช้ 1 ปี หรือ 2 ปี หลังเปิดใช้งานก็ได้ เราไม่ว่ากัน แล้วแต่ความพึงพอใจ และงบประมาณของแต่ละคนนะจ๊ะ

What is acne aestivalis?

acne aestivalis

Hi, this is acne aestivalis or known as yeast acne, or fungal acne, or whatever you want to call it because whatever name is, it is just acne aestivalis and why does everybody want to eliminate acne aestivalis? Acne aestivalis never damages anyone as it’s just throwing small prickly heat that likes to pop out and emerge when it’s sunny and humid with a lot of sweat.

Acne aestivalis is an opportunist!

acne aestivalis is an opportunist

Do not let acne aestivalis fool around! Do you know that acne aestivalis is an opportunist! When the skin is strong, it never grows, but when the skin becomes sensitive, acne aestivalis just appears, including on the forehead, cheekbones, nose, chin. If the face is exposed to the light, rashes or prickly heats will appear and spread all over the face, which makes you feel embarrassed like other types of access anyway.

Focusing on the right problem

Acne aestivalis is caused by the fungus called Malassezia (Pityrosporum) or P. ovale, which lives on our face. When this infection is seen on the skin, it will stimulate the sebaceous glands to become inflamed, and acne aestivalis appears while normal pimples are caused by abnormalities of the sebaceous glands causing clogged pores with P.acne bacteria to stimulate normal pimples to become inflamed.

Did you see it? The occurrences of acne aestivalis and normal pimples are different, which makes acne aestivalis not considered a member of normal pimples. Only a prefix’ acne’ makes acne aestivalis seem similar to normal pimples. That’s all. However, the treatment must be different, as well. People with acne aestivalis must use antifungal medication such as ketokonazole, micronazole, ecasolaz, etc.

Acne creams that are used for pimples include active substances that kill and get rid of P.acne, while acne gel products contain exfoliation agents such as retinol AHA, BHA, Arbutin, Salicylic acid, etc. If you have healthy skin, there is no problem, but if you have acne aestivalis with dry and sensitive skin, using acne creams or acne gels for a long time will make the skin more fragile because the skin cells do not regenerate in time and what would be waiting for girls at the destination is more sensitive skin, prickly heats, acne aestivalis over the face.

Now you’ve already known that acne aestivalis can be treated if you focus on the right solution. Girls with dry and thin skin won’t be able to say that thin skin cannot be cured! You should find a way to maintain and nourish your skin to prevent thin skin. We’ll call it a ‘measure’ to eliminate acne aestivalis before appearing!!

Kill acne aestivalis before it “pops up.” This is very simple.

After using fungicides to treat acne aestivalis until dissolving. The next step is to take care of the skin to become strong, considered as the best way to prevent “acne aestivalis”:

1. Avoid humid sunlight, get enough sleep and rest

2. Stop using an acne cream or acne gel products, skin exfoliation products, as well as face masks because it will make the skin thinner. As for cosmetic products, you can stop using it or use it as little as possible with such as no-makeup makeup look.

3. Use only products to help increase moisture in skincare because this type of product will be rich in active substances that add water to the skin, strengthen the skin barrier (NMF – Natural Moisturizing Factor) such as PCA, Hyaluronic acid, Ceramide or Hydrolyzed protein extracts, which will help the skin to restore even faster.

4. Stop using facial cleansing products, which make your skin dry because your skin will lose moisture, and it will enhance the effect of acne gel and skin exfoliation products to work better but make skin get thinner.

With these four tips, those with dry skin and thin skin can easily become healthy in a month. You don’t need to play hide and seek with acne aestivalis anymore.
Related articles :
สุรศักดิ์ วิชัยโย. (2558). สิวเชื้อรา การรักษา. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
Richard, M., R and Sarah, A, M. (2014). Malassezia (Pityrosporum) Folliculitis. The Journal of Clinical ans Aesthetic Dermatology. 7(3), 37–41.

 

Essence — How is the first step of skincare routine effective?

Essence, or well known as “Patting Water,” regardless of skincare brands, it is recommended as the first step of skincare routine. But, who knows how important Essence in the first step before choosing other skincare products is? First of all, let’s get to know what the Essence is and what are its advantages.

The Essence is a water-based product. The light texture may be slightly heavier than water, so it can be absorbed well into the skin. It is also rich in various skincare substances like vitamins, minerals, antioxidants, and natural extracts. With a light texture, the skin can be deeply nourished with the efficiency that can penetrate well into the skin. The Essence is, therefore, a recommended product for the first step of the skincare routine. In addition, Essence also helps to improve the skin condition. As well as helping the skincare product in the next step to penetrate into the skin and work more efficiently and skincare substances in the Essence also help to restore the skin to be healthier as well as filling moisture to the skin to become bright, smooth, and soft as well.

Girls with oily skin may worry about choosing a moisturizing product due to its heavy texture, which may be clogged in pores and cause more acne. The Essence is, therefore, one option that helps add moisture to oily skin to become smooth, soft, radiant skin like those with other skin types. The Essence is very suitable for dry skin women because it can replenish moisture from the first step of the skincare routine. In addition, Essence helps the skin to be smoother, so makeups will last longer on the skin.

 

Not only those with oily or dry skin recommended to use Essence, girls with normal or combination skin can also use it. That is, Essence can be used for all skin types. However, if you have sensitive skin, FACELABS recommends you to use Essence that contains Sodium PCA to strengthen the body armor, protect the skin, replenish skin water, and Sodium Hyaluronate to replenish and lock moisture in the skin longer, such as “FACELABS Hydrating Essence, Essence for sensitive skin, with the properties to replenish moisture to skin immediately after use and make the skin condition to be naturally smooth, radiant, bright.
Can you not get rid of acne aestivalis, or is it treated in a wrong way?

Sensitive skin…a big deal that shouldn’t be overlooked

Why do we have sensitive skin?

“Sensitive skin” is girls’ big problem that should not be overlooked because, regardless of facial treatment products, cosmetics, or even in changing weather conditions, our skin becomes allergic easily. “Sensitive skin” actually occurs for many reasons, and the main cause is the structure of the skin that has been destroyed by chemicals in cosmetics such as steroids, mercury, etc. When the skin is frequently destroyed or damaged by these factors, it will cause the skin to become irritated, as well as inflamed. The protective shield of the skin is also damaged, and our skin structure to become unhealthy and eventually become sensitive.

Sensitive skin presents

When our skin structure is not strong, it will cause other symptoms such as skin rash, dry skin, and some even have itching, irritation, flaky skin, skin inflammation or it may be because of cosmetics or skincare products that contain chemicals such as steroids, mercury that regularly harm the skin, resulting in the skin repeatedly so damaged that the structure of the skin is fragile and even more sensitive. In addition, the changes in weather or environmental pollution or even dust can result in irritation easily to those with sensitive skin as well. The most common symptoms of sensitive skin include
     1. Skin with red rashes – Due to changes in weather conditions and dust or even cleansing products which may cause allergies;
     2. Itching on the skin – When the skin’s protective armor is damaged by foreign matter or pollution, it can easily get into the skin, causing itching and irritation.   
     3. Dry, flaky skin – This symptom usually occurs on a regular basis, caused by dry skin and lack of moisture. It is often found in people who use products that contain accelerators to exfoliate the skin for a long time.

Tips for taking care of sensitive skin

In order to properly care for our sensitive skin, we should start by first observing ourselves what we are allergic to. When we know it, we must prevent and avoid those things.

Taking care of sensitive skin may seem difficult, but it is not really difficult. Just take care of our skin properly by using products that do not contain ingredients of chemicals that harm the skin. This is how we can protect our skin, but if allergies occur — facial skin is red, itchy, irritated, dry, flaky skin — don’t worry as now there are many skin rejuvenation products that are suitable for girls with sensitive skin, especially “FACELABS Skin Restorer,” a skincare product for inflammatory skin, itching, dry skin, and flaky skin, with key ingredients such as Ceramide-3 and Deoxyphytantriy! Palmitamide MEA, which help strengthen the protective barrier and restore balance to dry, chapped, flaky skin to be more healthy. In addition to rejuvenating the skin, Skin Restorer also restores moisture to the skin with natural extracts like Imperata Cylindrica for smooth and soft skin.

สิวที่ขึ้นเป็นสิวหน้าร้อน หรือ สิว PM 2.5?

อย่างที่เราทราบกันดีว่าสิวถือเป็นโรคผิวหนังอย่างหนึ่งที่เกือบทุนคนต้องเคยผ่านประสบการณ์ “เป็นสิว” มากันบ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสิวที่หน้า หรือเป็นสิวที่ขึ้นแค่เฉพาะบางจุด เช่น หน้าผาก คาง แก้มเป็นต้น ซึ่งหลังจากหลุดพ้นวงจรเป็นสิวไปได้แล้ว เราจะค่อนข้าง Sensitive การเลือกสกินแคร์ เครื่องสำอางเป็นอย่างมากเพราะก็คงไม่มีใครอยากกลับไปเป็นสิวอีกหรอกเนอะ ซึ่งก็ไปได้สวยหลายปี หน้าเนียนใส๊ ไม่เป็นสิว แต่หนุ่ม ๆ สาว ๆ สังเกตหรือไม่ว่าช่วงนี้อยู่ดี ๆ สิวก็ขึ้น! ทั้ง ๆ ที่ก็ทำเหมือนเดิมปกติทุกอย่าง แล้วสิวมาจากไหน?

Q : หรือจะเป็นสิวฮอร์โมน? เพราะกำลังเป็นช่วงนั้นของเดือนพอดี

A : ก็เป็นไปได้แต่เปอร์เซ็นต์มันน้อยมาก ๆ เลยนะ เพราะสาว ๆ ที่เป็นสิวก็ใช่ว่าจะเป็นช่วงนั้นของเดือนพร้อมกันทุกคนซะที่ไหน ไหนจะหนุ่ม ๆ อีกถูกมั้ย?

Q : …..

A : เพราะฉะนั้นตัดสิวฮอร์โมนออกไปได้เลย แต่ถ้ามาคิดดูดี ๆ นี่ก็เป็นช่วงหน้าร้อน แถมฝุ่น PM 2.5 เมืองไทยก็เยอะไม่แพ้ชาติใดในโลก มีความเป็นไปได้ว่าสิวที่หนุ่ม ๆ สาว ๆ เป็นอยู่อาจเป็นสิวหน้าร้อน ไม่ก็เป็นสิว PM 2.5

Q : อืม น่าสน แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าเราเป็นสิวหน้าร้อน หรือเป็นสิว PM 2.5?

A : นี่ไงเดี๋ยว facelabs เค้าจะมาเฉลยให้รู้เอง

วิธีสังเกตว่าเราเป็นสิวหน้าร้อนหรือสิว PM 2.5

ใครที่เป็นสิวช่วงนี้บอกเลยว่าลำบากสุด ๆ เพราะไม่รู้ว่าเราเป็นสิวหน้าร้อน หรือสิว PM 2.5 เนื่องจากเมื่อผิวหน้าโดนแสงแดด ความร้อน หรือฝุ่นละอองก็ส่งผลให้เกิดผดผื่นขึ้น ไม่ก็เป็นสิวผดได้เช่นกัน ซึ่งสิวผดก็จะมีลักษณะเป็นผดเม็ดเล็ก ๆ บ้างก็กระจาย บ้างก็รวมกันเป็นกระจุกทำให้สรุปได้ยากว่าเราเป็นสิวอะไรกันแน่ แต่ถ้าเราอ่านข้อมูลให้ละเอียด ไม่ได้อ่านแบบ skimming จะสังเกตเห็นความแตกต่างของสิวผดที่เกิดจากแสงแดด กับฝุ่น PM 2.5 นั้นแยกไม่ยากเลย

สำหรับคนที่เป็นสิวหน้าร้อน สิวผดที่เกิดขึ้นจะมีลักษณะผุด ๆ โผล่ ๆ อ่านไม่ผิดหรอกค่ะ ผุด-ผุด-โผล่-โผล่ เพราะสิวผดจะชอบขึ้นตอนที่เราออกไปข้างนอกโดนแดด โดนลม โดนความร้อน โดนฝุ่น แต่พอกลับเข้ามาที่ออฟฟิศ หรือกลับถึงบ้าน อาบน้ำปะแป้ง เปิดแอร์เย็น ๆ สิวผดก็ยุบหายแว๊บไปเลย นี่แหละคือลักษณะของคนที่เป็นสิวผดหน้าร้อน

แต่คนที่เป็นสิวผดจากฝุ่น PM 2.5 สิวผดจะอยู่บนใบหน้าเราอย่างยั่งยืนยง อยู่เป็นเพื่อนคู่ซี้คู่ชีวิตอย่างนั้นแหละ บางทีก็ทำให้สิวอุดตันขึ้น มีหัวเม็ดขาว ๆ น่ากด น่าบีบที่สุด นอกจากนี้สิวจาก PM 2.5 ยังสามารถจับกับสารโลหะ สารเคมีในอากาศ เมื่อเข้าสู่ผิวก็จะเปลี่ยนเป็นอนุมูลอิสระ ทำให้เซลล์ผิวเราตายเร็วขึ้น ผิวหน้าอ่อนแอ แพ้หรือระคายเคืองได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้อนุมูลอิสระที่เกิดจากฝุ่น PM 2.5 ยังก่อให้เกิดริ้วรอยก่อนวัย หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ “เราจะดูแก่กว่าอายุจริงนั้นเอง”

แน่นอนว่าไม่มีใครอยากโดนทักว่า 30 ทั้ง ๆ ที่อายุ 25 หรอกจริงมั้ย? ซึ่ง facelabs ก็มีข้อมูลสาระดี ๆ มาเล่าสู่กันฟัง ทำเองได้ง่าย ๆ

วิธีป้องกันอย่างไรไม่ให้เป็นสิวผด

1. กรณีที่เป็นสิวผดหน้าร้อน

เราต้องล้างหน้าให้สะอาด แล้วใช้ยาจำพวกคีโตโคนาซอลเพื่อลดปริมาณเชื้อยีสต์หรือเชื้อราที่อยู่บนหน้าเรา ห้ามใช้ เจลแต้มสิว หรือครีมแต้มสิวเด็ดขาด ซึ่งเพราะอะไรเพื่อน ๆ สามารถเข้าไปอ่านต่อได้ที่บทความ สิวผด รักษาไม่หายหรือโฟกัสผิดจุด ในบทความนี้จะบอกสาเหตุทุกอย่างแบบหมดเปลือกว่าทำไมเราถึงห้ามคุณไม่ให้ใช้ยาแต้มสิวทั้ง ๆ ที่เป็นสิว!

2. กรณีที่เป็นสิวผดที่เกิดจากฝุ่น PM 2.5

2.1 เราต้องล้างหน้าให้สะอาด เพราะการล้างหน้าเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการลดจำนวนสิวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากฝุ่น PM 2.5 ซึ่งสามารถตามไปอ่านต่อได้ในบทความ รู้ยัง? การล้างหน้าช่วยลดอันตรายจาก PM 2.5 ได้นะ ในบทความนี้จะบอกตั้งอต่กลไกการทำงานของ PM 2.5 ที่มีผลต่อผิวเรา รวมถึงบอกเหตุผลว่าทำไมแค่ล้างหน้าก็ลดสิวที่เกิดจาก PM 2.5 ได้แล้ว

2.2 คติประจำใจเวลาไปข้างนอก “ต้องเตรียมตัวเหมือนผู้ร้ายหลบหนี”

– ใส่หน้ากากกันฝุ่น

– สวมเสื้อผ้าที่แขนขายาวเพื่อลดการสัมผัสกับฝุ่น PM 2.5 ให้มากที่สุด

– สวมแว่นตาเพื่อป้องกัน และลดการระคายเคืองดวงตาจากฝุ่น

 

โทนเนอร์คืออะไร ลดสิวได้จริงหรือแค่หลอกลวง?

หลายคนอาจเคยได้ยินแต่ไม่รู้ว่าโทนเนอร์คืออะไร แต่เชื่อว่าเมื่อสาว ๆ ได้เห็นผลิตภัณฑ์ หลายคนอาจร้อง อ๋อ ทันที จากนั้นก็จะตามมาด้วยคำถามมากมาย ซึ่งวันนี้เราจะจับเอาประเด็นคำถามสำคัญมาอธิบายไขข้อสงสัยเกี่ยวกับโทนเนอร์ให้สาว ๆ กระจ่างเอง

1. โทนเนอร์คืออะไร ใช้ยังไง และใช้ตอนไหน ?

โทนเนอร์คือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้าอย่างหนึ่ง การใช้โทนเนอร์ก็ง่าย ๆ เพียงแค่หยดโทนเนอร์ลงบนแผ่นสำลีแล้วนำไปเช็ดให้ทั่วใบหน้าเบา ๆ เพราะถ้าเช็ดแรงสำลีจะเสียดสีกับผิวหน้าส่งผลให้เกิดริ้วรอยก่อนวัยได้ง่ายขึ้น ส่วนในกรณีที่ถามว่าต้องใช้โทนเนอร์ตอนไหน ตอนเช้าหรือตอนเย็น? คำตอบคือ แล้วแต่สาว ๆ เลยค่ะ สิ่งสำคัญก็คือต้องใช้โทนเนอร์หลังล้างหน้าเสร็จทันทีหรือใช้ตอนที่ใบหน้ายังมีความชุ่มชื้นอยู่ ดังนี้

ล้างหน้าเสร็จ → ซับหน้าเบา ๆ (ตอนนี้ใบหน้ายังเหลือความชุ่มชื้นอยู่เล็กน้อย) → เช็ดหน้าด้วยโทนเนอร์ → สกินแคร์อื่น ๆ

2. ทำไมต้องใช้โทนเนอร์หลังล้างหน้าเสร็จทันทีด้วย สำคัญขนาดนั้นเลยหรอ ?

สำคัญค่ะ เพราะโทนเนอร์ถูกออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่ช่วยชะล้างสิ่งตกค้างต่าง ๆ บนใบหน้า เช่น เซลล์ผิวที่ตายแล้ว ฝุ่นละออง ควัน สารเคมี หรือเครื่องสำอางที่ยังล้างออกไม่หมด นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ปรับสมดุลผิว ควบคุมความมันบนผิวให้อยู่ในเกณฑ์ที่พอดีเพื่อให้พร้อมสำหรับการบำรุงในขั้นถัดไป และช่วยให้สาร Active สามารถซึมลงสู่ผิวได้ดียิ่งขึ้น

3. ถ้าใช้โทนเนอร์ไม่ทันหลังล้างเสร็จจะเป็นอะไรมั้ย ?

ไม่เป็นไรค่ะ แต่ประสิทธิภาพของโทนเนอร์จะลดลง นอกนั้นก็แล้วแต่ดุลพินิจของสาว ๆ ว่าอยากเสียตังค์ซื้อแล้วอยากให้โทนเนอร์แสดงประสิทธิภาพเต็ม 100% หรือแค่ 50 – 80% ขึ้นอยู่กับตัวสาว ๆ เองเลยจ๊า

4. โทนเนอร์ช่วยลดสิวได้จริงมั้ย หรือแค่หลอกลวง ?

ทำไมบางคนบอกว่าโทนเนอร์ช่วยลดสิวไม่ได้ ทำไมใช้โทนเนอร์แล้วสิวไม่ลดลงเลย หลอกลวงกันนิ แล้วสรุปว่าโทนเนอร์ช่วยลดสิวได้จริงมั้ย หรือแค่เป็นคำโฆษณาเท่านั้น? ซึ่งก่อนที่จะถามว่าโทนเนอร์ช่วยลดสิวได้จริงมั้ย สาว ๆ ต้องดูก่อนว่าสิวที่เราเป็นมีสาเหตุมาจากอะไร

ถ้าเป็นสิวที่เกิดจากสิ่งสกปรกสะสม ตกค้าง ต่อมไขมันผลิตน้ำมันมากเกินไปจนอุดตันกลายเป็นสิว ในกรณีนี้โทนเนอร์สามารถช่วยลดสิวได้จริงค่ะ เพราะอย่าลืมว่าหน้าที่หลักของโทนเนอร์คือช่วยชะล้างสิ่งตกค้างต่าง ๆ บนใบหน้าที่ล้างออกไม่หมด ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ปรับผิวของสาว ๆ ให้กลับมาสมดุลตามที่ควรจะเป็น ซึ่งจะช่วยลดโอกาสการเกิดสิวได้ แต่ไม่ได้ช่วยลดสิวที่เกิดจากสาเหตุอื่น ๆ ได้แบบครอบจักรวาลอะไรเบอร์นั้น

5. โทนเนอร์ใช้แทน Cleansing water ได้มั้ย?

เมื่อรู้ว่าโทนเนอร์มีหน้าที่อะไร หลาย ๆ คนก็จะเข้าใจผิดว่างั้นก็เอาโทนเนอร์ไปใช้แทน Cleansing Water ได้สิ แต่ ต้องทำความเข้าใจใหม่นะว่า โทนเนอร์ก็คือโทนเนอร์ ส่วน Cleansing water ก็คือ Cleansing water แม้จะมีอะไรหลาย ๆ อย่างคล้ายกัน แต่จุดประสงค์การใช้แตกต่างกัน

Cleansing Water ใช้ทำความสะอาดก่อนล้างหน้าเพื่อล้างเครื่องสำอาง เมคอัพ ครีมกันแดด หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้เกิดการอุดตัน ขณะที่โทนเนอร์ใช้ทำความสะอาดหลังล้างหน้า เพื่อล้างสิ่งตกค้างต่าง ๆ บนที่ล้างออกไม่หมด ยังหลงเหลือตามร่องผิว เพราะฉะนั้น “เราจึงไม่สามารถนำโทนเนอร์ไปใช้แทน Cleansing water ได้”

เลือกโทนเนอร์ยังไงให้ดีที่สุด

โทนเนอร์ก็คือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดชนิกหนึ่ง ถือเป็นส่วนหนึ่งของสกินแคร์เหมือนกัน ดังนั้นถ้าถามว่าโทนเนอร์ต้องเลือกยังไง ก็เหมือนกับที่สาว ๆ เลือกซื้อสกินแคร์ทั่วไป คือ เลือกโทนเนอร์ให้เหมาะกับสภาพผิวของตัวเอง เพราะแต่ละคนสภาพผิวก็ต่างกัน การใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับผิวของตัวเองจึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด

How To เลือกสกินแคร์ยังไงให้หน้าใส ไม่เป็นสิว

นู้นก็สกินแคร์ นี่ก็สกินแคร์ สกินแคร์ ๆ ๆ เยอะแยะละลายตาเต็มไปหมด ไม่รู้จะใช้อันไหนก่อนดี อ๊ายยย อยากได้ งั้นซื้อมันทุกตัวเลยละกัน!

ใจเย็น คุมสติไว้นะสาว ๆ ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อสกินแคร์สักชิ้น สาว ๆ ต้องมีการศึกษาข้อมูลสกินแคร์นั้น ๆ ให้ดีก่อนว่าสกินแคร์ที่เลือกเหมาะกับสาว ๆ จริง ๆ โดยดูจาก

1. สกินแคร์ที่เลือกสามารถช่วยแก้ปัญหาของสาว ๆ ได้อย่างตรงจุดอย่างแท้จริง เช่น ถ้าอยากให้ใบหน้ากระจ่างใสก็ต้องเลือกสกินแคร์กลุ่ม Whitening ที่มีส่วนผสมของวิตามินซี เป็นต้น

2. สกินแคร์ที่ซื้อมาไม่มีสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองหรือมีสารที่สาว ๆ แพ้อยู่ และต้องผ่านการทดสอบการแพ้จากสถาบันที่น่าเชื่อถือ

3. สกินแคร์ที่ซื้อมาต้องเหมาะสมกับสภาพผิวของสาว ๆ จริง ๆ

เนื่องจากผลิตภัณฑ์บางชนิดไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้เหมาะกับทุกคนเสมอไป เช่น คนผิวแห้งต้องการสกินแคร์ที่มีความชุ่มชื้นมาก แต่สำหรับคนผิวมันอาจให้ความชุ่มชื้นที่มากเกินไป เป็นต้น

“เพราะการเลือกสกินแคร์ให้เหมาะสม ก็เหมือนเลือกคนที่ถูกใจ”

ทาสกินแคร์ยังไงเวิร์คที่สุด

เมื่อเลือกสกินแคร์ได้แล้ว ถัดมาก็ถึงขั้นตอนการลงสกินแคร์อย่างไรให้สกินแคร์ที่ซื้อมาแสดงผลออกมาอย่างดีที่สุด ซึ่งทางเฟซแลบส์มีวิธีลงสกินแคร์ง่าย ๆ ช่วยให้ผิวแข็งแรง หน้าใสไม่เป็นสิวใน 3 ขั้นตอน

1. ลงสกินแคร์จากเนื้อสัมผัสเบา ซึมไว ไม่เหนอะหนะ ไปจนถึงสกินแคร์ที่มีเนื้อหนัก ซึมช้า เหนอะหนะมาก

ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะว่าสกินแคร์แต่ละชนิด แต่ละแบรนด์จะมีเนื้อสัมผัสที่ไม่เหมือนกัน ถ้าลงสกินแคร์ที่มีเนื้อหนักเป็นตัวแรก สกินแคร์อันถัดไปก็จะไม่สามารถซึมเข้าสู่ผิวได้ นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์อาจรวมตัวกลายเป็นก้อนขุย เสี่ยงต่อการเป็นสิว

2. เลือกทาสกินแคร์ตามช่วงเวลา และสภาพอากาศ

นอกจากต้องดูเนื้อผลิตภัณฑ์แล้ว สาว ๆ ก็ต้องเลือกทาสกินแคร์ตามช่วงเวลา และสภาพอากาศที่เหมาะสมด้วยนะจ๊ะ เช่น ในฤดูร้อน อากาศอบอ้าว ช่วงเช้าสาว ๆ ก็อาจจะเลือกทาสกินแคร์ที่เนื้อบางเบา ซึมไว ไม่เหนอะหนะ เพื่อให้สามารถแต่งหน้าไปทำงานได้อย่างรวดเร็ว ใบหน้าไม่เป็นคราบเมคอัพ ครีม หรือสกินแคร์ต่าง ๆ ในระหว่างไปทำงาน ส่วนในตอนกลางคืน ถ้าสาว ๆ อยากบำรุงผิวก็สามารถลงได้อย่างเต็มที่

3. ลงสกินแคร์ที่มีส่วนผสมของสารกันรังสี UV เป็นลำดับสุดท้ายก่อนแต่งหน้า

สาเหตุที่ต้องลงกันแดดหรือสกินแคร์ที่มีสารป้องกัน UV ก็เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ช่วยป้องกันการระเหยของน้ำใต้ผิว ลดการกระตุ้นเม็ดสีเมลานิน ลดปริมาณไฟโบรบลาสต์ที่ถูกทำลายจากรังสี UV ซึ่งไฟโบรบลาสต์เป็นเซลล์ที่คอยผลิตคอลลาเจน และอีลาสติน

ถ้าสาว ๆ ยังนึกไม่ออก เฟซแลบส์ขอยกตัวอย่างง่าย ๆ มาให้สาว ๆ เข้าใจเพิ่มขึ้นตามรูปเลยจ้า

วัยไหนควรใช้มอยเจอร์ไรเซอร์

ส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่าคนที่จำเป็นต้องใช้มอยเจอร์ไรเซอร์ (Moisturizer) หรือผลิตภัณฑ์ให้ความชุ่มชื้น คือ คนที่มีปัญหาผิวแห้ง ผิวแตก ลอกเป็นขุย ผิวหยาบกร้าน ผิวขาดน้ำ หรือต้องเป็นผู้สูงวัยเท่านั้น แต่…

ไม่จริงเลยค่ะ เพราะทุกคนไม่ว่าจะเป็นวัยเด็ก วัยรุ่น วัยผู้ใหญ่ วัยชรา Gen X, Gen Y, Gen Z หรือ Baby boom ก็ควรใช้มอยเจอร์ไรเซอร์ เนื่องจากด้วยอุตสาหกรรมต่าง ๆ และภาวะโลกร้อนในปัจจุบันก่อให้เกิดฝุ่นละออง PM2.5 อนุมูลอิสระจากควันรถ มลภาวะ แสงแดด และปริมาณรังสี UV ที่เพิ่มขึ้นยิ่งทำลายมอยเจอร์ไรเซอร์ ส่งผลให้มอยเจอร์ไรเซอร์ใต้ผิวหนังของเราระเหยออกไปได้ง่ายกว่าสมัยก่อน แต่หลายคนกลับเชิดใส่มอยเจอร์ไรเซอร์เพราะความเชื่อแบบผิด ๆ ทั้งที่มันไม่เป็นความจริง

5 ข้อผิดพลาดเกี่ยวกับมอยเจอร์ไรเซอร์

1.) ใช้มอยเจอร์ไรเซอร์เฉพาะตอนมีปัญหา

คนส่วนมากที่ไม่ได้เป็นคนผิวแห้งมักไม่ค่อยสนใจใช้มอยเจอร์ไรเซอร์ในตอนปกติเทาไหร่ แต่จะรีบหามอยเจอร์ไรเซอร์มาใช้ตอนผิวมีปัญหาแล้ว เช่น มีภาวะผิวขาดน้ำ ผิวแห้งมากผิดปกติจนเกิดอาการคัน ผิวแตก ลอกเป็นขุย ถึงจะหันมาสนใจมอยเจอร์ไรเซอร์ แต่จะดีกว่ามั้ยถ้าเราใช้มอยเจอร์ไรเซอร์เป็นประจำเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา?

2.) คนผิวมันไม่จำเป็นต้องใช้มอยเจอร์ไรเซอร์

“คนผิวมันไม่จำเป็นต้องใช้มอยเจอร์ไรเซอร์” เป็นความเชื่อผิด ๆ ที่มีมาอย่างยาวนานเพราะคนผิวมันเชื่อว่าหน้าของตัวเขามีความมันอยู่แล้วเลยไม่จำเป็นต้องบำรุงเพิ่มอีก แต่จะสนใจเรื่องคุมมัน ลดความมันบนใบหน้ามากกว่า แต่ในความเป็นจริงแล้วคนผิวมันก็สามารถใช้มอยเจอร์ไรเซอร์ได้ ถ้าเลือกมอยเจอร์ไรเซอร์ให้ตรงกับสภาพผิวก็จะช่วยลดปัญหาหน้ามันผิวขาดน้ำ หรือหน้าเป็นสิวเพิ่มขึ้นได้

สาเหตุที่คนผิวมันใช้มอยเจอร์ไรเซอร์แล้วทำไมถึงช่วยลดปัญหาหน้าเป็นสิว ผิวมันขาดน้ำ นั้นก็เพราะเมื่อคนผิวมันไม่ใช้มอยเจอร์ไรเซอร์เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวหน้า เมื่อเผชิญหน้ากับสิ่งสกปรก มลภาวะต่าง ๆ นอกอาคาร มอยเจอร์ไรเซอร์ตามธรรมชาติของคนผิวมันก็จะอันตธานหายไปอย่างรวดเร็ว ต่อมไขมันเลยเข้าใจผิดว่าหน้าคุณขาดน้ำ ขาดความชุ่มชื้นเดี๋ยวหน้าจะแห้งได้นะ ต่อมไขมันเลยจัดน้ำมันออกมาชุดใหญ่ไฟกระพริบ ผลที่ตามมาก็เป็นไงละ หน้ามันขึ้น อุดตันมากขึ้น เป็นสิวเพิ่มขึ้นไงละจ้า

3.) สิวขึ้นเลยไม่กล้าทามอยเจอร์ไรเซอร์

ไม่กล้าใช้มอยเจอรไรเซอร์เพราะหน้าเป็นสิวก็เป็นอีกข้อหนึ่งที่คนส่วนใหญ่เข้าใจผิด เป็นสิวห้ามไปรบกวนเดี๋ยวสิวอักเสบ แต่สิวไม่ใช่ข้ออ้างในการหลีกเลี่ยงมอยเจอร์ไรเซอร์ คนเป็นสิวก็ใช้มอยเจอร์ไรเซอร์ได้ แค่เลือกมอยเจอร์ไรเซอร์ให้เหมาะกับสภาพผิว ไม่มีส่วนผสมของสารที่ก่อให้เกิดสิวก็ใช้ได้แล้ว แต่ถ้าใครยังข้องใจก็สามารถอ่านเพิ่มเติมในบทความนี้ได้เลยจ้า —-> เป็นสิวใช้มอยเจอร์ไรเซอร์ได้มั้ย

4.) ทามอยเจอร์ไรเซอร์ไม่ถูกวิธี

4.1) ทามอยเจอร์ไรเซอร์หรือสกินแคร์ผิดขั้นตอน

การลงมอยเจอร์ไรเซอร์หรือสกินแคร์ผิดขั้นตอนนี่ถือเป็นเรื่องใหญ่เลยนะเพราะนอกจากสาว ๆ จะไม่ได้รับการบำรุงที่ดีแล้ว มอยเจอร์ไรเซอร์ที่ทายังจะรวมตัวกันกลายเป็นขุย ๆ ซึ่งมอยเจอร์ไรเซอร์ส่วนนั้นก็จะไร้ค่าไปทันที ลองจินตนาการถึงช่วงเวลาที่สาว ๆ ทำงานเก็บเงินเพื่อซื้อมอยเจอร์ไรเซอร์ดี ๆ มาใช้ แต่มันกลับต้องมาเสียเปล่า เพียงเพราะลงมอยเจอร์ไรเซอร์ผิดขั้นตอน

ฉะนั้นเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เงิน และมอยเจอร์ไรเซอร์ของสาว ๆ ต้องสูญเปล่า สาว ๆ ก็ต้องเรียนรู้วิธี ลำดับขั้นตอนลงมอยเจอร์ไรเซอร์ให้ถูกต้องด้วยนะจ๊ะ หลักง่าย ๆ ก็แค่ลงมอยเจอร์ไรเซอร์ที่มีเนื้อบางเบา ซึมไวเป็นอันดับแรก แล้วค่อย ๆ ไล่ทามอยเจอร์ไรเซอร์ที่มีเนื้อหนัก ซึมช้าไปเรื่อย ๆ จนสุดท้ายก็ลงน้ำมันในกรณีที่สาว ๆ มีน้ำมันบำรุงผิวอะนะ

4.2) เลือกมอยเจอร์ไรเซอร์ที่ไม่เหมาะกับสภาพผิว

ตรงบรรจุภัณฑ์สกินแคร์ที่แต่ละแบรนด์จำหน่ายออกมาก็มีการลงรายละเอียดแล้วว่ามอยเจอร์ไรเซอร์ตัวนี้เหมาะกับสภาพผิวแบบไหน ผิวแห้ง ผิวมัน หรือผิวผสม เป็นต้น ทั้งนี้เพราะมอยเจอร์เจอร์แต่ละสูตรจะมีส่วนผสมที่แตกต่างกันไปเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับสภาพผิวของแต่ละคนจริง ๆ

ซึ่งถ้าหนุ่ม ๆ สาว ๆ คนไหนยังไม่แน่ใจว่าตนเองนั้นมีสภาพผิวเป็นแบบไหนกันแน่ก็สามารถทิ้งคำถามไว้ทางเว็บไซต์ หรือช่องทางติดต่อ Social media อื่น ๆ ได้ ทางทีมวิจัยเฟซแลบส์จะรีบติดต่อกลับทันที

4.3) คิดว่าใช้แค่น้ำมันหรือออยล์อย่างเดียวก็เพียงพอ อย่างอื่นไม่จำเป็น

อย่างที่เรารู้กันว่ามอยเจอร์ไรเซอร์เป็นคำเรียกแทนผลิตภัณฑ์ หรือส่วนผสมที่มีคุณสมบัติบำรุง ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว ซึ่งมอยเจอร์ไรเซอร์ก็สามารถแบ่งตามสภาพการทำงานได้ออกเป็น 3 แบบ คือ

– มอยเจอร์ไรเซอร์แบบเคลือบผิว (Occlusive) ทำหน้าที่คล้ายกับแผ่นฟิล์มป้องกันไม่ให้น้ำใต้ผิวระเหยออก และซึมเข้า แต่ก็หลุดออกง่ายเมื่อทำความสะอาดเช่นกัน

– มอยเจอร์ไรเซอร์แบบดูดซับน้ำ (Humectant) ทำหน้าที่นำความชื้นจากอากาศภายนอกเข้าสู่ภายในเพื่อเพิ่มควมาชุ่มชื้นให้กับผิว

– มอยเจอร์ไรเซอร์แบบกันแดด จะมีส่วนผสมของสารป้องกันแสงแดดเพื่อช่วยลดการระเหยของน้ำใต้ผิวจากรังสี UV

4.4) ไม่รีบทามอยเจอร์ไรเซอร์หลังอาน้ำเสร็จ / ตอนที่หน้ายังคงความชุ่มชื้นอยู่

หลังล้างหน้าเสร็จถ้าไม่รีบทามอยเจอร์ไรเซอร์ สาว ๆ จะสูญเสียช่วงเวลาที่ดีที่สุดไป เพราะผิวจะดูดซึม และกักเก็บมอยเจอร์ไรเซอร์ได้สูงสุดก็คือตอนที่ผิวหน้าของหนุ่ม ๆ สาว ๆ ยังคงความชุ่มชื้นอยู่นั่นเอง

5.) มีแต่คนแก่ที่ต้องใช้มอยเจอร์ไรเซอร์

ก็อย่างที่บอกวัยไหนก็ใช้มอยเจอร์ไรเซอร์ได้ ถ้าคิดว่ามีแต่คนแก่ที่ต้องใช้มอยเจอร์ไรเซอร์ ระวังนะตัวเองจะแก่ก่อนซะเอง เพราะมอยเจอร์ไรเซอร์เนี่ย ใครยิ่งใช้เร็ว ยิ่งได้เปรียบ และถ้าหมั่นใช้มอยเจอร์ไรเซอร์บำรุงผิวเป็นประจำตั้งแต่เด็ก ๆ วัยประถม มัธยม หน้าเราก็จะเรียบเนียน ใส สุขภาพดี เป็นสาวหน้าเด็กตลอดกาล

รู้แบบนี้แล้วก็อย่าละเลย เมินเฉย แล้วหันมาบำรุงผิวด้วยมอยเจอร์ไรเซอร์ตั้งแต่ตอนนี้ดีกว่านะจ๊ะสาว ๆ

เป็นสิวใช้มอยเจอร์ไรเซอร์ได้มั้ย?

ก่อนที่เราจะไปตอบคำถามว่าคนเป็นสิวใช้มอยเจอร์ไรเซอร์นั้นได้มั้ย? หนุ่ม ๆ สาว ๆ รู้ความหมายของมอยเจอร์ไรเซอร์หรือไม่ว่า มอยเจอร์ไรเซอร์คืออะไร แล้วใช้เพื่ออะไร?

หนุ่ม ๆ สาว ๆ กว่า 80% มักตอบว่ามอยเจอร์ไรเซอร์ก็คือครีมบำรุงผิวไง ไม่ถูกหรอ? ก็ถูกนะคะที่ว่ามอยเจอร์ไรเซอร์มีไว้เพื่อบำรุงผิว แต่มอยเจอร์ไรเซอร์ไม่จำเป็นต้องเป็นเนื้อครีมเสมอไป จะเป็นเนื้อเจล เนื้อโลชั่น เนื้อเซรั่ม น้ำตบ หรือเป็นแค่ออยล์เฉย ๆ ก็ได้ ขอแค่มีคุณสมบัติบำรุงผิว ปกป้องไม่ให้ผิวแห้งกร้าน ขาดความชุ่มชื้นแค่นั้นเองจ้า แต่ก็มีคนบางกลุ่มเชื่อว่าคนเป็นสิวจะใช้มอยเจอร์ไรเซอร์ไม่ได้นะ ยิ่งใช้มอยเจอร์ไรเซอร์ตอนเป็นสิวเดี๋ยวหน้าจะยิ่งอุดตันบ้างละ สิวเห่อบ้างละ

เราเข้าใจนะว่าการเป็นสิวมันน่ากลัว น่ารำคาญ และน่าปวดใจขนาดไหนเพราะไม่ว่าวัยไหนก็คงเคยมีประสบการณ์เป็นสิวกันทั้งนั้น โดยเฉพาะช่วงที่ฮอร์โมนกำลังพลุ่งพล่านอย่างวัยรุ่น หรือวัยทำงาน แต่สาว ๆ อย่าเพิ่งเดินหนีปิดประตู ปิดโอกาส และด่วนตัดสินว่าคนเป็นสิวแล้วห้ามใช้มอยเจอร์ไรเซอร์สิคะ ระวังจะพลาดเกร็ดความรู้ดี ๆ นะจ๊ะ

คนเป็นสิวห้ามใช้มอยเจอร์ไรเซอร์…หรอ?

คนเป็นสิวห้ามใช้มอยเจอร์ไรเซอร์ใช่มั้ย? ขอตอบว่าไม่จริงค่ะ คนเป็นสิวก็ใช้มอยเจอร์ไรเซอร์ได้ แต่ที่บางคนใช้สกินแคร์หรือมอยเจอร์ไรเซอร์แล้วผิวหน้าอุดตันเพิ่มขึ้น เป็นสิวเห่อหนักขึ้น ก็มีหลายสาเหตุ เช่น

1. มอยเจอร์ไรเซอร์ที่ใช้มีส่วนผสมของน้ำมันมากเกินไปโดยเฉพาะน้ำมันที่มีค่า Comedogenic rate หรือค่าการอุดตันสูง
2. แพ้ส่วนผสมบางชนิดในมอยเจอร์ไรเซอร์ อาทิ ลาโนลิน รกแกะ แอลกอฮอล์ สารกันเสีย น้ำหอม เป็นต้น

เบื้องต้นหนุ่ม ๆ สาว ๆ สามารถเลือกใช้มอยเจอร์ไรเซอร์ที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม (Fragrance / Perfume) แอลกอฮอล์ (Alcohol Denat. / Ethyl alcohol) สี (Color) และเลือกใช้มอยเจอร์ไรเซอร์ที่เคลมว่าไม่ก่อให้เกิดความอุดตัน (Non-comedogenic) หรือถ้ายังไม่มั่นใจ ทางทีมวิจัยเฟซแลบส์มีเคล็ดลับง่าย ๆ ที่อยากขอแนะนำให้สาว ๆ เสิร์ชในอากู๋ว่า “Comedogenic rate+ชื่อสารเป็นภาษาอังกฤษ” ถ้าค่า Comedogenic rate = 0 แสดงว่าไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน = ไม่ก่อให้เกิดสิว = ไม่เป็นสิว

เห็นมั้ยง่าย ๆ แค่นี้เองหนุ่ม ๆ สาว ๆ ที่เป็นสิวก็สามารถใช้มอยเจอร์ไรเซอร์ได้อย่างสบายใจ ไร้กังวล

อยากมีผิวสวยสุขภาพดี ให้เราดูแลคุณสิค่ะ

-เฟซแลบส์-

Best Items ติดกระเป๋าไม่กลัวหนาว

ข้อควรรู้เกี่ยวกับหน้าหนาว

หน้าหนาวนี้ที่รอคอย แม้มาช้าแต่มาแบบไม่รู้ลืม เพราะนางมาช้าไปไว 555 และนางยังมาพร้อมกับสารพัดปัญหาผิวที่รอให้เราคอยแก้ไขอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะผิวแห้ง หยาบ ลอก แถมถ้าวันไหนมีลมแรงปะทะนะ ผื่นขึ้นอีก! ทั้งผื่นแดง ผื่นคันขนกันมาเป็นกระบุง

ฮัลโหล นี่หน้าคนนะคะ ไม่ใช่ลานจัดแสดงโชว์ปัญหาผิว แกไม่ต้องตามมาทุกครั้งก็ด๊ายย ชั้นแต่งหน้าลำบาก!

ซึ่งนี่ก็นำเราไปสู่คำถามที่ว่า….

“ทำไมหน้าหนาวทีไรชอบผิวแห้ง หยาบ ลอกเป็นขุย ไม่ก็เป็นผื่นแดงคันทุกทีเลย”

สาว ๆ ต้องรู้ไว้ก่อนเลยนะว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันมีเหตุผลที่มาที่ไปของมัน ปัญหาผิวแห้ง ผิวลอก หยาบกระด้าง หรือผื่นขึ้นในหน้าหนาวก็มีเหตุผลของมันเช่น ซึ่งมีปัจจัยอะไรบ้างไปดูกันเล๊ยยย

1. สภาพอากาศ

สภาพอากาศถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อผิวอย่างมากกกกก ทั้งอากาศชื้น อากาศแห้ง อากาศเย็น และอากาศร้อน ซึ่งในหน้าหนาวอากาศจะแห้ง และเย็น ส่งผลให้ความชื้นในอากาศลดต่ำลง ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้อากาศแห้งเกินไป อากาศจึงต้องดึงความชื้นจากที่อื่นมาทดแทนซึ่งก็ไม่ใกล้ไม่ไกล ก็ “ความชื้นหรือน้ำใต้ผิวหนังเราไงละ”

2. ต่อมไขมันใต้ผิวหนังทำงานได้ไม่ดี

เนื่องจากหน้าหนาวอากาศแห้งเกินไปจึงไปขัดขวางการทำงานของต่อมไขมัน ทำให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมัน และสารเคลือบผิวออกมาได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของผิวหนังจนเกิดภาวะผิวแห้ง นอกจากนี้ยังส่งผลให้ผนังรูขุมขนไม่แข็งแรง เซลล์ในชั้นหนังกำพร้าจึงหลุดลอกได้ง่ายขึ้น

3 พฤติกรรมที่ชอบทำเป็นประจำ

3.1 “หน้าหนาวไม่มีแดด ไม่ต้องทากันแดดก็ได้” – จุ๊ จุ๊ จุ๊ ตราบใดที่เรายังมีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของจักรวาล แม้หน้าหนาวจะมีแดดหรือไม่มีแดด สาว ๆ ก็หนี “รังสี UV” ไม่พ้นหรอกนะ แล้วยิ่งสาว ๆ ไม่ทากันแดด ความชื้นใต้ผิวของเราก็จะยิ่งถูกขโมยออกไปได้ง่ายมากยิ่งขึ้นนะ

3.2 ชอบอาบน้ำร้อน – ก็ทำให้ผิวแห้งได้นะ เพราะความร้อนจากน้ำจะทำให้น้ำมันหล่อเลี้ยงผิวหายไป ผิวจึงขาดความชุ่มชื้น และแห้งตึง

3.3 ชอบขัดผิวบ่อย ๆ – การขัดผิวเป็นเรื่องดีนะจ๊ะสาว ๆ นอกจากจะช่วยกำจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดออกไป และยังช่วยกระตุ้นการหมุนเวียนเลือดบริเวณผิวหนังได้อีกด้วย แต่ถ้าทำบ่อยเกินไปก็ทำให้ผิวแห้ง หยาบกร้านได้นะ เพราะฉะนั้นให้ทำแต่พอดี ช่วงหน้าหนาวก็ลด ๆ ลงบ้างก็ได้

3.4 ชอบใช้สบู่ที่มีค่าความเป็นด่างสูง – กรณีนี้ยิ่งเปิดทางให้ผิวแห้งถึงแห้งมาก ๆๆๆๆ ได้เลยนะ พอผิวแห้งมาก ๆ ก็ยิ่งง่ายต่อการระคายเคืองโดนนั้นแตะนี่หน่อยก็มีผื่นแดงคันผุดขึ้นมากันอย่างไว ถ้าไม่รู้ว่าสบู่แบบไหนที่เป็นด่างสูงก็ให้สาว ๆ นึกถึงตอนอาบน้ำ ล้างหน้านะคะ ถ้าล้างน้ำแล้วผิวแห้งตึง ถูแล้วดังเอี๊ยด ๆ นั่นแหละค่ะ “ด่างสูง”

4. ยาบางกลุ่มที่มีผลทำให้ผิวแห้งง่ายกว่าปกติ

อือหือ ซิสไม่แปลกใจเลยค่ะว่าทำไมเมื่อเข้าหน้าหนาวทีไรหลาย ๆ คนจึงมีภาวะผิวแห้ง หยาบ ลอกเป็นขุย หรือเป็นผื่นแดงคันทุกที เพราะแค่ข้อแรกน้ำในผิวก็แทบไม่เหลือแล้ว แต่อย่าเพิ่งท้อใจไปค่ะ เรื่องสิวเรื่องผิวไว้ใจเฟสแลบซ์เพราะเรามีทางออกให้สาว ๆ ได้เสมอ!

ดูแลผิวในหน้าหนาว ลดผิวแห้ง หยุดปัญหาผื่นแดงคัน

จากปัจจัย 4 ข้อที่ทำให้ผิวแห้ง ถึง 3 ใน 4 เราจะไม่สามารถเปลี่ยนได้ แต่เราเปลี่ยนพฤติกรรมที่เราชอบทำเป็นประจำในข้อที่ 3 ได้นะ

1. แม้หน้าหนาวไม่มีแดด แต่ UV ยังเป็นอุปสรรค สาว ๆ ก็แค่ต้องทากันแดดกัน UV สิจ๊ะ!

2. เปลี่ยนจากอาบน้ำร้อนมาเป็นอาบน้ำอุ่นเอาก็ได้

3. ขัดผิวแต่พอดี สองอาทิตย์ครั้งก็พอ

4. เปลี่ยนมาใช้สบู่ที่มีค่า pH 5 ซึ่งเป็นค่าที่เหมาะสมกับผิวมากที่สุด

นอกจากเปลี่ยนพฤติกรรมแล้วสาว ๆ ก็อย่าลืมหมั่นเติมน้ำใต้ผิวที่สูญเสียไปเปลี่ยนผิวแห้ง ลอก หยาบกร้าน ให้เนียนนุ่ม น่าสัมผัสตลอดวัน ด้วย Hydrating Essence และ Oil Free Moisturizer for Dry Skin ไอเท็มเด็ดติดกระเป๋าไม่กลัวหนาวของเฟสแลบซ์ด้วยนะ

นอนไม่หลับ แก้ได้ด้วย “โยคะ

เล่นโยคะก่อนนอนได้ด้วยหรอ?

สาว ๆ หลายคนพอได้ยินคำว่า “โยคะ” ในหัวก็จะจินตนาการถึงท่าโยคะต่าง ๆ นา ๆ เช่น ท่าสะพานโค้ง ท่า Over Head ฯ ซึ่งต้องเล่นบนเสื่อโยคะ สวมเสื้อโยคะ ใส่กางเกงโยคะ และต้องเข้าคลาสโยคะเท่านั้นถึงจะเล่นได้ แต่สาว ๆ รู้มั้ยว่าเดี๋ยวนี้โยคะเขามีหลายแขนง ไม่ต้องออกไปยิม แค่นอนอืดอยู่บนเตียงก็เล่นโยคะได้แล้วนะ!

เล่นโยคะก่อนนอนแก้นิสัยนอนไม่หลับได้อย่างไร?

ในปัจจุบันนิสัยนอนไม่หลับถือเป็นโรคฮอตฮิตติดอันดับของคนไทยเพราะไหนจะต้องอัพเดทข่าวสารประเด็นร้อนตลอดเวลา ตามดูซีรี่ย์สุดฮอตย้อนหลังจนเช้าบ้างละ ไม่ก็มัวแต่ปั่นงานจนไม่หลับไม่นอนบ้างละ ก็พฤติกรรมเป็นแบบนี้ไง ถึงเวลานอนไม่นอน พอทำไปนาน ๆ เข้าก็ติดจนเป็นนิสัย เมื่อนอนไม่หลับไปนาน ๆ เข้า ก็จะเกิดอาการหนึ่งที่เรียกว่า “อาการกลัวการนอน” ทำให้ในครั้งต่อ ๆ ไปเราจะหลับไม่สนิทเพราะกลัวว่าวันนี้จะนอนได้มั้ย จะหลับสนิทมั้ย ทำให้เราไม่สามารถนอนได้อย่างที่เคย สุดท้ายก็พัฒนากลายเป็นโรคนอนไม่หลับ (Insomnia) ปัญหาที่ตามมานะหรอ ขอไล่จากระดับอ่อน ๆ ไปขั้นรุนแรงละกันนะจ๊ะ

Level 1 : อ่อนสุด ปัญหาทางกาย

ร่างกายอ่อนเพลีย ไม่มีสติ สมาธิ ประสิทธิภาพการทำงานลดลง พูดคุยไม่รู้เรื่อง อ้วนลงพุง น้ำหนักขึ้น ใต้ตาดำ ใบหน้าหมองคล้ำ มีริ้วรอยก่อนวัย ผิวแห้งแตกลอก สิวขึ้น บุคลิกภาพดูไม่ได้ สรุปได้ 2 คำว่า “โคตร-โทรม”

Level 2 : รุนแรง ปัญหาทางใจ

เมื่อนอนไม่หลับทำให้ปัญหาทางกายไม่ได้รับการแก้ไขจึงนำไปสู่ปัญหาทางใจ เช่น จะเกิดความคิดด้านลบกับตัวเองว่าทำงานได้ไม่ดี ไร้ความสามารถ ไม่สวย ไม่หล่อบ้าง ระแวงว่าคนอื่นจะนินทาว่าร้ายบ้าง กลัวสายตาคนอื่นจับจ้องบ้างละ ถ้าถึงขั้นเลวร้ายสุด ๆ อาจมีโอกาสกลายเป็น “โรคซึมเศร้า” ได้ด้วยนะ

แต่ปัญหาเหล่านี้แก้ได้ง่าย ๆ ด้วยการเล่นโยคะก่อนนอน แล้วโยคะก่อนนอนจะช่วยแก้นิสัยนอนไม่หลับได้ยังไงนั้น เราขอให้สาว ๆ ลบพวกท่าโยคะสวย ๆ แอดวานส์ ๆ ที่เห็นตามทางเน็ตออกไปก่อนนะจ๊ะ เพราะโยคะที่เราจะแนะนำให้สาว ๆ รู้จักไม่ใช่โยคะแขนงนั้นแต่ คือ “โยคะอาสนะ” จ้า

จริง ๆ แล้วโยคะมีการแบ่งประเภทแตกต่างกันไปตามจุดประสงค์นะ อย่างพวกท่าสะพานโค้ง ท่า Over Head ก็ถือว่าเป็นอีกศาสตร์หนึ่งของโยคะ เน้นความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ซึ่งโยคะประเภทนี้ต้องมีครูผู้สอนคอยประกบเพราะถ้าลงท่าผิด ชีวิตเปลี่ยนได้เลยนาจ้า แต่โยคะอาสนะเป็นโยคะที่เน้นท่ากายบริหาร ยืดเส้นง่าย ๆ สบาย ๆ สาว ๆ จึงสามารถเล่นโยคะที่บ้านได้เอง

สำหรับคำถามที่ว่า “เล่นโยคะก่อนนอนแก้นิสัยนอนไม่หลับได้อย่างไร” ก็อย่างที่บอก ท่าโยคะที่จะให้สาว ๆ ทำก่อนนอนคือโยคะอาสนะ เป็นโยคะที่ไม่เน้นท่ายาก แต่เน้นการยืดเส้นยืดสาย เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ สร้างสมดุลให้กับร่างกาย ปรับลมหายใจให้คงที่ ช่วยให้อารมณ์สงบ มีสติ สมาธิ ซึ่งการเล่นโยคะก่อนนอนจะทำให้ร่างกายของเรารู้สึกผ่อนคลาย ช่วยให้หลับสนิท หลับลึก สามารถนอนหลับได้อย่างสบายใจ

2 ท่าโยคะก่อนนอน แก้นิสัยนอนไม่หลับ

ท่าโยคะก่อนนอนที่จะมาช่วยให้คนนอนไม่หลับกลายเป็นคนหลับสนิทมีท่าอะบ้างไปดูกันเล๊ยยย

1. โยคะท่า Leg Up the Wall

โยคะท่านี้ที่สาว ๆ ต้องนอนหงาย แล้วยกขาสองขึ้นตั้งฉากกับกำแพงหรือผนังห้อง โดยต้องพยายามให้ขากับสะโพกแนบชิดกับกำแพงให้ได้มากที่สุด จากนั้นค้างไว้ 30 – 60 วินาที โยคะท่านี้จะช่วยยืดเส้นตั้งแต่ต้นขา หัวเข่า และน่องบริเวณหลังขาทั้งเส้น

2. โยคะท่า Child’s Pose

โยคะท่านี้ง่ายมาก เราเพียงแค่นั่งบนฝ่าเท้า หายใจเข้ายกแขนขึ้นเหนือศีรษะ หายใจออกค่อย ๆ ก้มตัวลงให้หน้าผากจรดพื้น พยายามเหยียดแขนตรงไปข้างหน้าให้ยาวที่สุด แล้วค้างไว้ 30 – 60 วินาที เพื่อยืดเส้นบริเวณแผ่นหลัง ช่วยให้หลังไม่คดงอ ลดอาการเมื่อยหลังจากออฟฟิศซินโดรม

เห็นมั้ยคะ โยคะแต่ละท่าง่ายม๊ากกก สาว ๆ สามารถทำท่าโยคะ 2 ท่านี้บนเตียงก็ได้ นอกนั้นก็แค่หาชุดนอนที่ใส่สบาย ๆ เล่นโยคะไม่ถึง 3 นาที ไม่ต้องหาเสื่อโยคะ หรือเสื้อโยคะใด ๆ ให้ยุ่งยาก ก็สามารถนอนหลับได้สนิท หลังตื่นขึ้นมาจิตใจก็ปลอดโปร่ง ความรู้สึกกลัวว่าจะนอนไม่หลับก็จะค่อย ๆ เบาบางลง เมื่อปัญหาทางใจคลี่คลาย ปัญหาทางกายก็จะหายสนิท แต่ถ้าอยากผิวหน้าสวยใสเนียนกริบ ก็อย่าลืมดูแลผิวด้วยผลิตภัณฑ์จากเฟซแลบส์นะจ้า

สิวที่หลังกำลังบอกอะไร ?

สิวที่หลังกำลังบอกอะไร ?

สิวที่หลังสำคัญฉะไหน ?

สิวที่หน้าว่าท้อแล้ว สิวที่หลังนี่ยิ่งหนักใจไม่แพ้กัน บางคนคิดว่าก็แค่สิวที่หลังเอง สิวที่หลังขึ้นที่หลังไม่ได้ขึ้นที่หน้าซะหน่อย ใส่เสื้อปิดไว้ก็ไม่มีใครเห็นแล้ว แต่สาว ๆ อย่าลืมว่าเทรนต์แฟชั่นเดี๋ยวนี้ ทั้งเสื้อเปิดไหล่ เสื้อเว้าหลัง เสื้อครอปที่สามารถใส่ได้ทุกฤดูกาลกำลังมา! ซึ่งของมันก็ต้องมี! ถูกมั้ย? สาว ๆ คงไม่อยากถูกทักเวลาใส่เสื้อเพราะเป็นสิวที่หลังว่า

“คนนู้นสวยจัง แต่สิวที่หลังเต็มเลย”

“หน้าตาก็ดี แต่ทำไมถึงปล่อยให้สิวขึ้นหลัง”

หรือ “ผิวหน้าก็ดี๊ดี เสียดายสิวเต็มหลังเลย สงสัยสกปรก”

และสารพัดนา ๆ คำ ที่ทำให้สาว ๆ หลายคนเสียเซลฟ์ เพราะขึ้นชื่อว่า “สิว” ไม่ว่าจะเป็นสิวที่หลัง สิวที่หน้า สิวที่ปาก สิวที่คาง หรือสิวใด ๆ ก็แล้วแต่ล้วนทำให้บุคลิกภาพของเราดูไม่ดีตามไปด้วย ดังนั้นถ้าใครคิดว่าสิวที่หลังไม่สำคัญ คิดผิดคิดใหม่ได้นะจ๊ะ

สิวที่หลังเกิดได้หลายสาเหตุ

ถ้าสาว ๆ เป็นหนึ่งในบรรดาคนที่กำลังเผชิญหน้ากับ “สิวที่หลัง” ขอให้รู้ไว้ว่า สิวที่หลังกำลังส่งสัญญาณบางอย่างให้เรารู้ค่ะ!

1. ฮอร์โมนเพศกำลังเปลี่ยนแปลง ถ้ามีสิวที่หลังก็อย่าเพิ่งตกใจไปนะ

– ส่งผลให้ต่อมไขมันบริเวณแผ่นหลังผลิตไขมันออกมามากกว่าปกติกลายเป็นสิวที่หลัง ซึ่งก็จะคล้าย ๆ กับสิวที่หน้าตอนเป็นรอบเดือนนั่นแหละ

2. เสื้อผ้าที่ใส่ระบายอากาศได้ไม่ดีก็เป็นสิวที่หลังได้เน้อ

– โดยเฉพาะผ้าแข็ง ๆ จะทำให้เกิดการอับชื้น สิ่งสกปรก คราบเหงื่อ รูขุมขนอุดตันกลายเป็นสิวที่หลังได้ 

3. ควรเปลี่ยนชุดนอน หรือชุดชั้นในทุกวันนะ ถ้าไม่อยากให้สิวที่หลังจะมาเยือน

– การใช่ชุดซ้ำ ๆ กัน จะทำให้เสื้อผ้าอับชื้น สิ่งสกปรก คราบเหงื่อ เชื้อแบคทีเรียสะสม สุดท้ายก็เกิดเป็นสิวที่หลังได้นะจ๊ะ 

4. หลังออกกำลังกายเสร็จให้รีบอาบน้ำทันที หรือเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

– อย่าปล่อยให้เสื้อออกกำลังกายที่อับ ๆ ชื้น ๆ แห้งไปกับเหงื่อ เพราะที่อับชื้น ฝุ่นละอองจะดึงดูดให้เชื้อแบคทีเรียมาชุมนุมกันเกิดเป็นสิวที่หลังได้นะจ้า

5. เช็ดตัวไม่แห้ง ก็เป็นสาเหตุของสิวที่หลังได้นะจ๊ะ

– สาว ๆ หลายคนอยากรีบอาบน้ำนอน เลยเช็ดตัวแค่ลวก ๆ เปียกหมาด ๆ ก็สวมเสื้อนอนเลย หารู้ไม่ว่าจะทำให้เสื้อผ้าอับชื้น เชื้อแบคทีเรียสะสมได้ง่าย สิวที่หลังก็มาได้ง่ายเหมือนกันนะ

6. ผ้าปูที่นอนไม่สะอาด สิวขึ้นหลังไม่รู้ด้วยน้า

– เดือนนี้เหนื่อยไว้เปลี่ยนผ้าปูที่นอนเดือนหน้าละกัน ผลัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อย ๆ กว่าสาว ๆ จะรู้ตัวอีกที สิวที่หลังก็ผุดขึ้นมาเป็นพรวนแล้วจ้า เพราะฉะนั้นสาว ๆ อย่ามัวแต่ขี้เกียจ ลุกขึ้นมาเปลี่ยนผ้าปูที่นอน ปลอกหมอนอย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้งด้วยนะ ถ้าไม่อยากเสียเงินรักษาสิวที่หลังในระยะยาว

7. ขั้นตอนการอาบน้ำไม่ถูกต้อง สิวที่หลังก็มาเยือนได้นะจ้า

– สาว ๆ บางคนติดนิสัยชอบอาบน้ำก่อนสระผม แต่มันเป็นวิธีที่ผิด! เพราะสารเคมีจากแชมพู และครีมนวดผมไม่ได้ถูกชำระล้างออกไปหมดทำให้เกิดการตกค้าง แผ่นหลังระคายเคืองจนเกิดเป็นสิวที่หลังได้ ซึ่งสาว ๆ ควรเปลี่ยนขั้นตอนการอาบน้ำโดยต้องสระผมให้เรียบร้อยแล้วค่อยใช้สบู่ล้างตัวเพื่อลดการตกค้างจากแชมพู สิวที่หลังก็จะลดลงด้วยนะ

สิวที่หลังกำจัดได้ง่าย ๆ แค่มีผู้ช่วยดี

อย่างที่ได้กล่าวไปในหัวข้อข้างต้น “สิวที่หลังกำลังบอกอะไร” สาว ๆ สังเกตุเห็นมั้ยว่าสิวที่หลังส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากการไม่รักษาความสะอาด สิ่งสกปรก เชื้อแบคทีเรียสะสม และเกิดการหมักหมมจนรูขุมขนอุดตัน รองลงมาเป็นความมันส่วนเกินบริเวณแผ่นหลังซึ่งเกิดจากฮอร์โมนนั่นเอง

สุภาษิตกล่าวไว้ว่า “ผู้ช่วยดี มีชัยไปกว่าครึ่ง” สิวที่หลังก็เช่นกัน แค่หาตัวช่วยดี ๆ สิวที่หลังของสาว ๆ ก็จะหายเรียบ แผ่นหลังเนียนใสเหมือนไม่เคยสัมผัสสิวที่หลังมาก่อนเลย

ถ้าสาว ๆ ยังไม่รู้ว่าจะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์อันไหนดี ทางทีมแพทย์ และนักวิจัยของเฟสแลบซ์ของแนะนำ “แป้งน้ำทาสิวเฟสแลบส์ (FACELABS Acne Lotion)” ที่จะมาช่วยลดสิวที่หลังให้สาว ๆ เอง

 

ด้วยการผสมผสานกันของ Salicylic Acid และ Glycolic Acid ช่วยผลัดเซลล์ผิว กำจัดสิ่งสกปรกหมักหมม ลดการอุดตันของรูขุมขนได้ถึง 2 เท่าตัว พร้อมคุมความมันส่วนเกินที่ด้วย Silica นอกจากนี้ทางทีมวิจัยยังได้นำ Zinc Oxide มาช่วยกำจัดเชื้อแบคทีเรียอันเป็นสาเหตุของสิวที่หลัง

สาว ๆ หลายคนอาจสงสัยว่า Zinc Oxide เป็นสารกันแดดไม่ใช่หรอทำไมถึงฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้? นั่นก็เพราะ Zinc Oxide ที่ทางเฟสแลบส์ได้คัดสรรมานี้มีผลการรับรองทางการแพทย์ว่าสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดโดยไม่ก่อให้เกิดการแพ้ และไม่ซึมเข้าสู่รูขุมขนอย่างที่สาว ๆ หลายคนกังวล เพราะฉะนั้นสาว ๆ มั่นใจได้เลยว่าแป้งน้ำทาสิวเฟซแลบส์ใช้แล้วไม่แพ้แน่นอนจ้า

แต่อันดับแรกที่สาว ๆ ต้องอย่าลืมก็คือการรักษาความสะอาดเป็นการลดสิวที่หลังที่ต้นเหตุอย่างยั่งยืน พวกยาแต้มสิว ครีมแต้มสิวต่าง ๆ ก็เป็นแค่ตัวช่วยที่ช่วยแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แต่ถ้าต้นเหตุยังแก้ไม่ได้ สิวที่หลังก็ผุดขึ้นมาเรื่อย ๆ ไม่ลาจากไปไหนหรอกนะจ๊ะ

เมื่อสิวไม่ได้เกิดจากฮอร์โมน แต่เกิดจาก…

รู้หรือไม่ สิวส่วนใหญ่เกิดจากการใช้ชีวิตของคุณนั่นแหละ และยิ่งจัดการด้วยวิธีรุนแรง ยิ่งไปกันใหญ่ แต่ถ้าอยากรู้ว่าจัดการสิวอย่างอ่อนโยนเป็นยังไง ต้องดูให้จบนะ #เรื่องสิวต้องเจลใส #เจลใสไร้สิว #Facelabs

ปัญหาผิวแห้งหน้าหนาว แก้ได้ง่าย ๆ แค่รู้ทริค!

ผิวแห้งหน้าหนาวใครว่าจิ๊บ ๆ
จากหน้าฝนแสนหงุดหงิดสู่หน้าหนาวที่รอคอย สาว ๆ หลายคนมักคิดว่าขอให้เมืองไทยมีหน้าหนาวนาน ๆ หน่อย (แม้จะเป็นไปยากก็ตาม) แต่ ก็อย่าลืมนะว่า ทุกอย่างย่อมมีสองด้าน หน้าหนาวก็เช่นกัน ปัญหาผิวในหน้าหนาวมักไม่ใช่เรื่องสิว ๆ แต่เป็นผิวแห้ง จมูกลอก สาว ๆ หลายคนอาจมองว่าผิวแห้ง จมูกลอกเป็นแค่เรื่องจิ๊บ ๆ หน้าหนาวเมืองไทยแปบเดียวก็ไป ปล่อยไปเดี๋ยวก็หาย แต่มันจะง่ายอย่างที่คิดจริง ๆ หรอ ?

แน่นอนว่าหน้าหนาวเมื่องไทยมีแค่แปบเดียว แต่ถ้าปล่อยไปนาน ๆ จนผิวแห้ง จมูกลอก ก็อาจเกิดอย่างอื่นกับผิวได้เช่นกัน เช่น มีผดผื่นแดง คัน ผิวระคายเคืองง่ายขึ้น บางคนอาจแพ้ถึงขั้นผิวหนังอักเสบได้เลยนะ ดังนั้นแม้แรกเริ่มจะเป็นแค่ผิวแห้ง จมูกลอก ก็อย่าประมาทเพราะผิวแห้งหน้าหนาวไม่ใช่เรื่องจิ๊บ ๆ เด้อ

แต่ถึงแม้ผิวแห้งหน้าหนาวจะแก้ไม่ได้ง่าย ๆ เพราะเราไม่สามารถเปลี่ยนสภาพอากาศหน้าหนาวได้ แต่เราสามารถป้องกันไม่ให้เกิดผิวแห้งหน้าหนาว หรืออาการอื่น ๆ อย่าง จมูกลอก ผดผื่นแดงคันได้ แค่สาว ๆ รู้ทริค!

ไขข้อสงสัยผิวแห้งหน้าหนาวเกิดขึ้นได้ยังไง
เคยสงสัยมั้ยทำไมเรามักผิวแห้งง่ายกว่าปกติในช่วงหน้าหนาว? คำตอบนั้นง่ายมาก เพราะเมื่อเข้าสู่หน้าหนาว “อากาศเปลี่ยน ผิวก็เปลี่ยน” จุดสำคัญที่ทำให้เราผิวแห้งง่ายม๊ากกในช่วงหน้าหนาวเป็นเพราะ“ขี้ไคล” อ่านไม่ผิวหรอกค่ะ “ขี้-ไคล” จริง ๆ

ในสภาพผิวสมดุล ขี้ไคลหรือเซลล์ขี้ไคล (Corneocytes) บนผิวของเรา (ชั้น Stratum Corneum) จะเรียงตัวกันอย่างหนาแน่นคล้ายกับการสร้างกำแพงด้วยอิฐ กลายเป็นปราการปกป้องผิวที่ชื่อว่า Skin Barrier ทำหน้าที่ช่วยเก็บล็อกความชุ่มชื้น ไม่ให้น้ำระเหยออกจากผิว และป้องกันสิ่งสกปรกภายนอกเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งเซลล์ขี้ไคลแต่ละเซลล์นั้นก็ยังมีสารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ (Natural Moisturizing Factor : NMF) ที่เติมเต็มความชุ่มชื้นทำให้ผิวของเราดูสวย ใส ไม่แห้ง แตก ลอกเป็นขุย เช่น Urea, Amino acid, Sodium PCA, Hyaluronic acid ฯ

ก็ยังไม่เก็ทอยู่ดีว่าขี้ไคลเกี่ยวอะไรกับผิวแห้งหน้าหนาว
ลองนึกภาพตามนะสาว ๆ เซลล์ขี้ไคลเรียงตัวคล้ายกับการสร้างกำแพงด้วยอิฐใช่มั้ย แต่จากการวิจัยพบว่าในช่วงหน้าหนาว อากาศแห้ง ความชื้นในอากาศลดลง จะทำให้เซลล์ขี้ไคลมีขนาดเล็กลง! ถ้าอยู่ ๆ อิฐแต่ละก้อนที่มีขนาดเล็กลง จะเกิดอะไรขึ้น ?

กำแพงก็จะเกิดช่องว่าง ส่งผลให้
1. ปริมาณสารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติที่อยู่ในเซลล์ขี้ไคลอย่าง Amino acid, Sodium PCA, Hyaluronic acid ฯ ลดลง
2. น้ำใต้ผิวหนังจะระเหยออกได้ง่ายขึ้น
3. เชื้อโรคหรือสิ่งสกปรกเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น
สาว ๆ นึกออกหรือยัง นี่แหละคือต้นตอที่ว่าทำไมหน้าหนาวจึงทำให้เกิดผิวแห้ง จมูกลอก ระคายเคืองง่าย มีผดผื่นแดง คันได้มากกว่าฤดูกาลอื่น ๆ

แก้ปัญหาผิวแห้งหน้าหนาวให้ถูกจุด
ในเมื่อหน้าหนาวทำให้กำแพงผิวเกิดช่องว่างเราก็แค่ต้อง
1. เติมน้ำเข้าสู่ผิวด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสาร NMF เช่น Sodium PCA หรือ Sodium hyaluronate อย่าง FACELABS Hydrating Essence ซึ่งออกแบบมาเพื่อรักษาสมดุลเพิ่มความชุ่มชื้น ให้ผิวอิ่มน้ำแลดูมีสุขภาพดี
2. อุดช่องว่างกำแพงผิวด้วยการเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมสารให้ความชุ่มชื้น อย่าง Shea Nut Butter เพราะ
– อุดมด้วยไขมันธรรมชาติ วิตามินอี
– สามารถอุดช่องว่างกำแพงผิวอย่าง Skin Barrier ป้องกันการสูญเสียน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
– อ่อนโยนต่อผิว ไม่เหนียวเหนอะหนะ

เนื่องจากประเทศเขตหนาวต้องรับมือกับปัญหาผิวแห้งหน้าหนาวอยู่ตลอดเวลา และ Shea Nut Butter สามารถลดการระเหยของน้ำได้ดีที่สุดจึงเป็นที่นิยมอย่างมาก แต่สาว ๆ ไม่ต้องไปถึงต่างประเทศก็ป้องกันผิวแห้ง จมูกลอก ผดผื่นคันได้แล้วนะจ๊ะ เพราะเฟซแลบส์เขาได้เตรียมผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ Shea Nut Butter แบบจัดเต็มอย่าง FACELABS Oil Free Moisturizer และ FACELABS Skin Restorer ให้สาว ๆ ได้เลือกอย่างจุใจ

เห็นมั้ยเพียง 2 ขั้นตอนง่าย ๆ ก็ช่วยลดการเกิดผิวแห้ง จมูกลอก และการระคายเคืองจากสิ่งสกปรกในหน้าหนาวได้แล้ว

แค่เปิดใจ แล้วคุณจะรัก FACELABS เวชสำอางที่ออกแบบมาเพื่อคุณ

รู้ยัง? การล้างหน้าช่วยลดอันตรายจาก PM 2.5 ได้นะ

PM 2.5 มีผลกระทบต่อผิวอย่างไร
สาว ๆ รู้หรือไม่ว่าต่างประเทศเขามีการวิจัยอันตรายของ PM 2.5 กับผลกระทบทางผิวหนังออกมาแล้วนะ ซึ่งด้วยความที่เจ้า PM 2.5 มีขนาดที่เล็กม๊ากก จึงสามารถซึมเข้าสู่รูขุมขนได้ เมื่อผิวหนังได้สัมผัส PM 2.5 เป็นเวลานานจะทำให้เกิดผลกระทบ ดังนี้

1.ผลกระทบระยะสั้น – เกิดผดผื่นคัน อักเสบ และระคายเคืองเฉียบพลัน สาวผิวแพ้ง่ายยิ่งต้องระวังเพราะเซนซิทีฟต่อสิ่งสกปรกมาก ก็จะยิ่งระคายเคืองง่าย ผดผื่นมีโอกาสเพิ่มขึ้น และมีอาการคันมากขึ้น

2.ผลกระทบระยะยาว – เกิดสิว ริ้วรอย จุดด่างดำ โดยเฉพาะบริเวญหน้าผากกับแก้ม เพราะเป็นจุดที่โดน PM 2.5 มากที่สุดอย่าง นอกจากนี้ถ้ายังได้รับ PM 2.5 ในปริมาณมากขึ้น นานขึ้นก็จะยิ่งทำให้หน้ามีสิว ริ้วรอย จุดด่างดำ เพิ่มขึ้น

เห็นมั้ย PM 2.5 ชื่ออย่างจิ๋วแต่ผลกระทบไม่จิ๋วนะ แต่ละอย่างที่นางก่อไหนจะสิว ริ้วรอย จุดด่างดำ อือหืม เรื่องใหญ่ระดับชาติของสาว ๆ ทั้งนั้นเลย แต่ทุกอย่างย่อมมีทางออกถ้าสาว ๆ ป้องกันอย่างถูกวิธี

จะปกป้องผิวหน้าจากฝุ่นจิ๋ว PM 2.5 อย่างไร?
1. ใส่หน้ากากอนามัยก่อนออกไปข้างนอกเพื่อลดปริมาณ PM 2.5 ที่เราสัมผัส
2. ล้างหน้าให้สะอาด และถูกวิธี

สาว ๆ หลายคนอาจไม่เชื่อว่าแค่ล้างหน้าจะช่วยลดสิว ริ้วรอย จุดด่างดำได้ เพราะพอเป็นสิว ริ้วรอย จุดด่างดำทีนึง ก็หาผลิตภัณฑ์รักษาเฉพาะจุดทีนึง อย่างคนเป็นสิวก็หาผลิตภัณฑ์ลดสิว คนมีจุดด่างดำก็หาผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้หน้าขาวใส คนมีริ้วรอยก็หาผลิตภัณฑ์ลเลือนริ้วรอย ไม่มีใครให้ความสำคัญกับการล้างหน้าบ้างเลย แต่รู้อะไรมั้ยการล้างหน้าไม่ใช่แค่ทำความสะอาดเท่านั้นนะ แต่การล้างหน้าเป็นการช่วยปกป้องผิวจาก “ต้นเหตุ”

ล้างหน้าไม่สะอาด ก่อปัญหากว่าที่คิด
สาเหตุที่ทำให้เราเกิดสิว ริ้วรอย จุดด่างดำทุกวันนี้คืออะไร คืออะไร……..สิ่งสกปรก มลภาวะ เช่น ฝุ่น PM 2.5 ซึ่งหากสาว ๆ ล้างหน้าไม่สะอาด หรือล้างหน้าไม่ถูกวิธี หน้าของเราก็จะมีเจ้าสิ่งสกปรก มลภาวะ ฝุ่นจิ๋ว PM 2.5 เกาะติด
– บางส่วนตกค้างบนผิว : อุดตันกลายเป็นสิว
– บางส่วนเข้ารูขุมขนก่อให้เกิดอนุมูลอิสระ : เซลล์ผิวเสื่อมโทรม เกิดริ้วรอย & กระตุ้นการสร้างเม็ดสี เกิดจุดด่างดำ

เห็นมั้ยว่าแค่เรารู้จักล้างหน้าให้สะอาด ล้างหน้าให้ถูกวิธี และเลือกผลิตภัณฑ์ล้างหน้าอย่างเหมาะสมปัญหาเหล่านี้ก็จะไม่เกิด แม้ตัวผลิตภัณฑ์ล้างหน้าจะไม่ได้ช่วยเรื่องสิว ริ้วรอย จุดด่างดำรวดเร็วทันใจอย่างอย่างผลิตภัณฑ์อื่น ๆ แต่ก็เป็นการแก้ปัญหาช่วยปกป้องผิวอย่างยั่งยืนเลยนะ

แพทย์ผิวหนังแนะนำการล้างหน้าที่ถูกต้อง
1. การเลือกผลิตภัณฑ์ล้างหน้า
แนะนำว่าให้เลือกผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ไม่มีสีสี ไม่มีกลิ่น ไม่มีน้ำหอม และปราศจากสารสบู่/SLS/SLES เช่น เจลล้างหน้าที่เป็นเจลใส เพราะทำความสะอาดใบหน้าได้ดี ไม่อุดตัน มีความอ่อนโยนสูงเหมาะกับทุกสภาพผิว

2. ประโยชน์ของการล้างหน้าที่ถูกต้อง
2.1 ผิวหน้าสะอาด –> ไม่มีสิ่งสกปรก มลภาวะ หรือ PM 2.5 ตกค้าง –> ไม่อุดตัน ไม่เกิดอนุมูลอิสระ –> ไม่เป็นสิว จุดด่างดำ ริ้วรอย
2.2 เป็นการเปิดผิวเพื่อเตรียมผิวหน้าให้พร้อมสำหรับการบำรุง

3. 3 Step ล้างหน้าอย่างถูกวิธี

เตรียมความพร้อมด้วยการล้างมือให้สะอาด แล้วใช้น้ำอุณหภูมิห้องชโลมหน้าให้เปียก
Step 1 : บีบผลิตภัณฑ์ล้างหน้าลงบนฝ่ามือถูเบา ๆ เป็นตามแนวขนประมาณ 30 วินาที – 1 นาที
Step 2 : ล้างหน้าด้วยน้ำสะอาดเบา ๆ
Step 3 : ใช้กระดาษทิชชู่ซับหน้าเบา ๆ หรือถ้าไม่มีให้ใช้ผ้าขนหนูสะอาด ๆ ซับเบา ๆ เพราะถ้าเช็ดหน้าแรง ๆ อาจทำให้ผิวระคายเคืองได้
แค่ล้างหน้าให้เป็น ผิวก็ปิ๊ง สวยเป๊ะ ไม่หวั่นแม้ PM 2.5

สิวผด รักษาไม่หายหรือโฟกัสผิดจุด?

รู้จักสิวผด
ไฮ สิวผดเองจะใครละ หรือจะเรียกสิวเทียม สิวยีสต์ สิวเชื้อราก็ได้ ไม่วอรี่ เพราะไม่ว่าชื่อไหนก็คือสิวผดทั้งนั้น แต่สิวผดไม่เข้าใจทำไมใคร ๆ ก็อยากกำจัดสิวผด สิวผดไม่เคยสร้างความเดือดร้อนให้ใคร เป็นแค่ตุ่มเม็ดเล็ก ๆ ที่ชอบผุด ๆ โผล่ ๆ ออกมาแค่ตอนแดดจัด ๆ อากาศชื้น มีเหงื่อเยอะ แค่นั้นเอ๊งง

สิวผด คือ จอมฉวยโอกาส
อย่าให้สิวผดหลอก! รู้มั้ยว่าสิวผดคือจอมฉวยโอกาสตัวแม่! ตอนผิวแข็งแรงนะไม่เคยขึ้น พอผิวบางลงเท่านั้นแหละ สิวผดก็โผล่มาเฉยทั้งหน้าผาก โหนกแก้ม จมูก คาง และถ้าหน้าโดนแสงในมุมเหมาะ ๆ จะเห็นสิวผดเรียงเป็นแพ หรือเป็นกระจุก กระจายทั่วหน้า สร้างความอับอายไม่ต่างกับสิวทั่วไปอยู่ดีนั่นแหละ!!

โฟกัสสิวผดให้ถูกจุด
สิวผดเกิดจากเชื้อรา Malassezia (Pityrosporum) ชื่อ P. ovale อาศัยอยู่บนผิวหน้าของเราซึ่งเจ้าเชื้อตัวนี้พอเห็นผิวเราบางลงก็จะไปกระตุ้นให้ต่อมไขมันให้เกิดการอักเสบจนผุดขึ้นมาเป็นเม็ดสิวผดนั่นเอง ขณะที่สิวทั่วไปเกิดจากความผิดปกติของต่อมไขมันทำให้รูขุมขนอุดตัน โดยมีทัพเสริมอย่างเชื้อแบคทีเรีย P.acne ทำหน้าที่กระตุ้นให้สิวทั่วไปเกิดการอักเสบ

เห็นมั้ยว่าการเกิดสิวผดกับสิวทั่วไปต่างกันทำให้สิวผดไม่ถือว่าเป็นหนึ่งในสมาชิกของสิวทั่วไป แค่มีคำว่าสิวนำหน้าเพื่อบอกว่าสิวผดอะมีลักษณะคล้ายสิวทั่วไปนะ แค่นั้นแหละ การรักษาก็ต้องต่างกันด้วยนะ คนที่เป็นสิวผดก็ต้องใช้ยาฆ่าเชื้อรา เช่น คีโตโคนาโซล, ไมโครนาโซล, อีโคนาโซล เป็นต้น

ส่วนยาแต้มสิวที่ใช้สำหรับสิวทั่วไปมักใช้สาร Active ที่ช่วยฆ่าเชื้อ P.acne ส่วนเจลแต้มสิวก็มีส่วนผสมของสารที่ช่วยผลัดเซลล์ผิว ลดการอุดตัน เช่น เรตินเอ AHA, BHA, Arbutin, Salicylic acid ฯลฯ ถ้าคุณเป็นคนผิวแข็งแรงก็ไม่มีปัญหา แต่ หากคุณมีสิวผดแล้วยังเป็นสาวผิวแห้ง ผิวบาง ผิวอ่อนแอ การใช้ยาแต้มสิว หรือเจลแต้มสิวจำพวกนี้ไปนาน ๆ จะทำให้ผิวบางลงเพราะเซลล์ผิวเกิดใหม่ไม่ทัน สิ่งที่รอสาว ๆ ณ ปลายทางก็คือผิวแพ้ง่ายขึ้น สิวผดผุด สิวทั่วไปโผล่ ลั้นล้าสนุกสนานเลยจ้า

ทีนี้ก็รู้กันแล้วเนอะว่าสิวผดรักษาได้ถ้าโฟกัสอย่างถูกจุด สาว ๆ ผิวแห้ง ผิวบาง ผิวอ่อนแอทั้งหลายจะมาบอกว่าสิวผดรักษาไม่หายไม่ได้แล้วนะ สาว ๆ ควรจะหาวิธีบำรุงผิวยังไงไม่ให้สิวผดเกิดขึ้นอีกดีกว่า เราขอเรียกว่ามาตรการ ปราบสิวผด ก่อนโผล่ ให้อยู่หมัด!!

ปราบสิวผด “ก่อนผุด” ง่าย ๆ แค่นี้เอง
หลังจากใช้ยาฆ่าเชื้อรารักษาสิวผดจนยุบแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็ต้องดูแลผิวให้กลับมาแข็งแรง ถือเป็นการป้องกัน “สิวผดผุด” ที่ดีที่สุด
1. หลีกเลี่ยงแสงแดด ที่อับชื้น นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
2. หยุดใช้ยาแต้มสิว เจลแต้มสิว และผลิตภัณฑ์ที่ช่วยผลัดเซลล์ผิว มาร์กหน้าก็ไม่ได้ เพราะจะยิ่งทำให้ผิวบางมากขึ้น ส่วนเครื่องสำอาง งดได้ก็งด งดไม่ได้ก็ลด แต่งหน้าอย่าง Makeup no makeup แทน
3. ใช้แค่ผลิตภัณฑ์ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นในการบำรุงผิวเท่านั้น เพราะผลิตภัณฑ์ประเภทนี้จะเน้นสาร Active ที่เติมน้ำให้กับผิว เสริมความแข็งแรงของเกราะป้องกัน (Skin barrier) ถ้าเป็นสารให้ความชุ่มชื้นที่มีอยู่ในชั้นผิว (NMF – Natural Moisturizing Factor) เช่น PCA, Hyaluronic acid, Ceramide หรือสารสกัดจำพวก Hydrolyzed protein ยิ่งดี เพราะจะยิ่งช่วยให้ผิวเราฟื้นฟูได้เร็วมากยิ่งขึ้น
4. หยุดใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ล้างแล้วผิวดังเอี๊ยดด เพราะผิวจะยิ่งแห้ง เสียความชุ่มชื้น เสริมฤทธิ์ให้เจลแต้มสิว และผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิว ทำงานได้ดีขึ้น แต่ผิวบางลง ๆ

เพียง 4 ข้อ ง่าย ๆ แค่นี้สาว ๆ ผิวแห้ง ผิวบาง ผิวอ่อนแอก็กลับมาแข็งแรงใน 1 เดือนได้ง่าย ๆ ไม่ต้องเล่นซ่อนหากับสิวผดอีกต่อไป

อ้างอิงจาก :
สุรศักดิ์ วิชัยโย. (2558). สิวเชื้อรา การรักษา. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
Richard, M., R and Sarah, A, M. (2014). Malassezia (Pityrosporum) Folliculitis. The Journal of
        Clinical ans Aesthetic Dermatology. 7(3), 37–41.

หยุดชะงักปัญหาหน้าลอกใน 3 วัน

ผิวหน้าลอก ใครว่าไม่สำคัญ
ไม่ว่าฤดูไหนก็สามารถทำให้ผิวแห้ง หน้าลอกได้ทั้งนั้น ผลที่ตามมาหลังหน้าลอกก็ช่างทรมานใจ ทั้งแต่งหน้าไม่ติด ลงรองพื้นไม่เนียน แป้งเกลี่ยไม่ไป เฮ้ย! ผู้หญิงเราอย่างน้อยถ้าแต่งหน้าไม่ติดก็ต้องลงแป้งให้เนียนไม่งั้นก็ไม่ต่างกับสวยไม่เสร็จ! ใครว่าหน้าลอกเป็นปัญหาเล็ก นี่มันปัญหาระดับชาติเลยนะ!! ต้องหาวิธีหยุดหน้าลอกให้เร็วที่สุด!!!

ผิวหน้าลอกเกิดกับใครได้บ้าง

หน้าลอก เป็นขุย? ผิวไม่เรียบเนียน? ช่างสิ นั่นเป็นปัญหาของสาวผิวแห้ง เรามันสาวผิวมันจะสนใจไปทำไม

อ๊ะๆๆ อย่าเพิ่งปิดหนีสิ แพทย์เขาออกมาชี้แจงแล้วว่า ไม่ว่าจะผิวแพ้ง่าย ผิวแห้ง ผิวธรรมดา หรือแม้แต่ผิวมันก็มีโอกาสหน้าลอกได้เหมือนกันหมด ถ้าจะถามว่า “ทำไม อะไร อย่างไร” ทำไมต้องบอกด้วยละ? ก็อ่านเองสิ หึหึหึ

ผิวหน้าลอกเกิดจากอะไร
หน้าลอกเกิดจากอะไร ง่ายม๊าก ผิวขาดน้ำยังไงละ

สาวผิวบอบบางแพ้ง่าย
ผิวไทป์นี้ถือว่า Special นะจ๊ะ เพราะสาวผิวแห้ง ผิวมัน ผิวธรรมดา สามารถมีผิวแพ้ง่ายได้หมด ดังนั้นต้องดูเยอะหน่อย เช่น ผิวแห้งแพ้ง่าย ก็ต้องเลือกครีมบำรุงที่เป็น 5 Free (No perfume, colorant, paraben, allergen, alcohol) และให้ความชุ่มชื้นพอที่จะไม่ทำให้หน้าลอกได้นะ

(อ่านเพิ่ม : ผิวแพ้ง่าย กรรมพันธุ์หรือเพราะไม่ดูแล)

สาวผิวแห้ง
ต่อมไขมันจะผลิตน้ำมัน (Sebum) ได้น้อยอยู่แล้วซึ่งเราก็ไปเปลี่ยนอะไรไม่ได้ ต้องทำใจ และบำรุงต่อไป (เท่านี้จริง ๆ) แต่ถ้าอาการหน้าลอก เป็นขุย ยังไม่ดีขึ้น คุณอาจต้องเปลี่ยนสกินแคร์ ปรับไลฟ์สไตล์ให้เหมาะสมมากขึ้น

สาวผิวธรรมดา
สาวผิวธรรมดาเป็นคนที่โชคดีมาก ๆ ผิวหน้ามีความสมดุลสูง แข็งแรง ดังนั้นจะใช้ครีมบำรุงแบบไหนก็ได้ แต่ถ้าดูแลไม่ดีผิวก็เสียสมดุล ขาดน้ำ หน้าลอก แพ้ง่ายได้นะเออออ

สาวผิวมัน
ต่อมไขมันสาวผิวมันจะผลิตน้ำมัน (Sebum) มาก จึงมีเปอร์เซ็นต์หน้าลอก เป็นขุยต่ำกว่าผิวไทป์อื่น ๆ แต่ก็เกิดสิวง่ายกว่าเช่นกัน ดังนั้นสาวผิวมันจึงมักมุ่งเน้นสกินแคร์คุมมัน ลดสิว (ส่วนใหญ่เป็นการผลัดเซลล์ผิว) และหลีกเลี่ยงมอยส์เจอร์ไรเซอร์ทุกชนิด หารู้ไม่ว่าจะยิ่งทำให้ผิวคุณเสียสมดุล ขาดน้ำ เกราะป้องกันผิวอ่อนแอจนไม่สามารถกักเก็บน้ำได้อีกต่อไป ต่อมไขมันผลิตน้ำมันเพิ่มขึ้นเพราะคิดว่าผิวคุณขาดความชุ่มชื้น สุดท้ายเป็นไงละ ก็…ผิวบางลง แพ้ง่ายขึ้น หน้าลอกหนักทั้งที่ผิวมันเยิ้มวาววับ แถมได้สิว ริ้วรอยเป็น Souvenir อีกด้วยน้า

เตือนภัยผิว…วิกฤตหน้าลอก เป็นขุย
จะรู้ได้ยังไงว่าผิวขาดน้ำแล้ว โถ่ ๆ ๆ ผิวเค้าก็ส่งสัญญาณเตือนให้แล้วนะ (สังเกตนิ๊ดดนึงเนอะ ยังไงก็หน้าเรา) ถ้าเราสัมผัสหน้าแล้วรู้สึก

1. สากมือ (Feeling rough)
2. ทาครีมแล้วเริ่มเป็นขุย (Scaly) ผิวไม่เรียบเนียนเหมือนเดิม

นี้ละจ้าสัญญาณเตือนบอกคุณโต้ง ๆ ว่า เธอ ๆ ผิวขาดน้ำ เติมน้ำด่วน ๆ แต่ถ้ายังโนสน โนแคร์ โนชาวโลก ก็ระวังผิวแตก (Cracked) หน้าลอก เป็นขุย เสริมทัพด้วยสิวผด และริ้วรอยก่อนวัย ถึงเวลานั้น make up ก็เอาไม่อยู่ can’t help น้า (อ่านเพิ่ม : 3 สัญญาณเตือนว่าผิวของคุณกำลัง “แห้งขาดน้ำ”)

วิธีหยุดปัญหาผิวหน้าลอก
หน้าลอก เป็นขุย ไม่ชอบเลยอะ จะหยุดหน้าลอกยังไงดีน้า…

1. ดื่มน้ำเยอะ ๆ
2. ใช้ Cleanser ที่ปราศจากสารสบู่ (Soap) และสาร SLS/SLES เพราะทำความสะอาดดีเกิน (นี่ไม่ใช่มุกนะ) เลยดึงความชุ่มชื้นออกไปหมดทำให้ผิวเสียสมดุล หน้าลอกหนักขึ้น
3. ใช้มาร์กหน้า หรือสกินแคร์ที่ให้ความชุ่มชื้นเท่านั้น (ย้ำว่าชุ่มชื้นเท่านั้น เพราะพวกหน้าขาวมักเป็นพวกผลัดเซลล์ผิว ใช้ติดต่อกันทุกวัน ระวังผิวบาง หน้าลอกน้า)

(อ่านเพิ่ม : ผิวขาดน้ำ ทำไงดี)

อ้างอิงจาก
        ป่วน สุทธิพินิจธรรม. (2561). 10 อาการเตือนผิวขาดน้ำ. สืบค้นเมื่อ 9 กันยายน 2562 จาก
https://mgronline.com/qol/detail.

Björklund, S. (2013). Skin hydration – How water and osmolytes influence biophysical properties
        of stratum corneum. Department of Chemistry, Lund University.

ล้างหน้าลดสิว “ฟองเยอะ สิวยุบ” จริงหรอ???

“ชั้นลองใช้โฟมล้างหน้าลดสิวมาแล้วไม่ว่าจะฟองเยอะ ฟองน้อย หรือไม่มีฟอง
แต่ยังไงอันที่มีฟองเยอะก็ดีกว่าเห็น ๆ จับปุ๊บผิวสะอาดดังเอี๊ยด ๆ”

“แล้วสิวยุบมั้ย???”
…ไม่มีสัญญาณตอบรับจากหมายเลขที่ท่านเรียก…

เป็นเรื่องปกติของทุก Gen เวลาเลือกซื้อโฟมล้างหน้าลดสิว นอกจากดูราคาแล้วเกือบทุกคนจะเลือกโฟมล้างหน้าที่ให้ฟองเยอะ นั่นก็เพราะเราถูกสอนกันมารุ่นสู่รุ่นว่าเวลาทำความสะอาดไม่ว่าจะอาบน้ำ ล้างหน้า ล้างจาน ซักผ้า ฯ อะไรที่สะอาดต้องดังเอี๊ยด เราจึงเกิด “ความเคยชิน และจดจำ” เราจึงตัดสินใจทันทีว่า โฟมล้างหน้าลดสิวที่ฟองเยอะจะทำความสะอาดความมัน สิ่งสกปรกบนผิวหน้าได้ดี ทำให้สิวยุบเร็วขึ้น ซึ่งถามว่าจริงมั้ย??? ไม่จริงจ้า Feeling ล้วน ๆ นักการตลาดเขาหยิบยกข้อนี้มาเป็นจุดขายเพื่อโปรโมทผลิตภัณฑ์เฉย ๆ

ฟองเกิดจากสารทำความสะอาด ซึ่งในทางวิทยาศาสตร์จะเรียกว่า สารลดแรงตึงผิว (Surfactant) ประกอบด้วย ส่วนหัว และส่วนหาง โดยจะทำหน้าที่กำจัดสิ่งสกปรกที่เป็นสาเหตุการเกิดสิวตามนี้เล๊ยย

1. ส่วนหัวชอบน้ำจึงชอบจับคู่กับน้ำ หรือสิ่งสกปรกที่ละลายในน้ำได้ดี
2. ส่วนหางชอบน้ำมันจึงเลือกจับกับคราบมัน และสิ่งสกปรกที่ละลายได้ดีในน้ำมัน
ด้วยกลไกง่าย ๆ นี้จึงทำให้เกิดการกักเก็บอากาศไว้ภายในเมื่อเราใช้โฟมล้างหน้าลดสิวทำความสะอาดใบหน้า ซึ่งฟองจะมากจะน้อยขึ้นอยู่กับ…

1. โครงสร้างของสารทำความสะอาด – ถ้าส่วนหางเรียงตัวเป็นระเบียบมาก ฟองที่เกิดขึ้นจะคงตัว และมีปริมาณมากขึ้นด้วย

2. ความสามารถในการละลายของสารทำความสะอาด – ถ้าสารทำความสะอาดที่ใช้ละลายน้ำได้ดีมากเท่าไหร่ โฟมล้างหน้าลดสิวที่ใช้ก็ก็ยิ่งมีฟองมาก ไม่ได้มีส่วนช่วยให้สิวยุบเร็วขึ้นใด ๆ เลยจ้า Feeling Only

ดังนั้น หยุดบ่น และเลิกทำตัวเป็นศาลเตี้ย ใจเร็วด่วนได้ตัดสินว่าอันไหนดี อันไหนไม่ดีจากปริมาณฟองได้แล้ว มัน OUT ม๊ากกก ของแบบนี้ต้องดูที่ประสิทธิภาพ! แล้วก็อย่าลืมอ่านรายละเอียดผลิตภัณฑ์ล้างหน้าลดสิวให้ดี ๆ ไม่งั้นระวังจะพลาดของดี ของเด็ด ของปัง อย่าง FACELABS Pure Gel เจลล้างหน้าลดสิว สูตรใส ซึ่งเหมาะกับผิวบอบบางแพ้ง่ายน่าทะนุทะนอมของสาว ๆ แต่จะเหมาะยังไง…

ลองคลิกสิ แล้วคุณจะรู้ —> “ปรับ pH ให้ balance เปลี่ยนผิวหน้าให้สวยใส

ผิวแพ้ง่าย กรรมพันธุ์หรือเพราะไม่ดูแล

ผิวแพ้ง่าย กรรมพันธุ์หรือเพราะไม่ดูแล
ขอต้อนรับสมาชิกใหม่ของบ้านสมาคมคนขี้แพ้! ใครมีผิวแพ้ง่ายเชิญทางนี้เล๊ยย

 เราสามารถจำแนก Skin Types เบื้องต้นได้ตามความมันวาวของผิวหน้าที่เกิดจากการผลิตน้ำมัน (Sebum) ของต่อมไขมันได้ว่าเรามีผิวเช่นไร ผิวธรรมดา ผิวมัน ผิวแห้ง หรือผิวผสม แต่ในปัจจุบันแพทย์ผิวหนังได้มีการนำคำว่า “ผิวแพ้ง่าย” มาเป็นเกณฑ์วิเคราะห์ Skin Types อีกรูปแบบหนึ่งด้วย เช่น ผิวธรรมดา-แพ้ง่าย ผิวมัน-แพ้ง่าย ผิวแห้ง-แพ้ง่าย ผิวผสม-แพ้ง่าย และผิวแพ้ง่ายมากพิเศษ

ผิวแพ้ง่ายคืออะไร

ผิวแพ้ง่าย คือ ผิวที่ตอบสนองต่อสิ่งกระตุ่นได้อย่างว่องไว และแสดงอาการผด ผื่นแดง แสบ คัน ฯ และจากการศึกษารายงานการวิจัยพบว่าใบหน้าของผู้ที่มีผิวแพ้ง่ายจะมีค่าความชุ่มชื้นน้อยกว่าผู้ที่มีผิวแข็งแรง ดังนั้นสาเหตุหนึ่งในการเกิดผิวแพ้ง่ายน่าจะมาจากเกราะปกป้องผิวในชั้นหนังกำพร้า (Stratum Corneum) ไม่สามารถป้องกันการสูญเสียน้ำของเซลล์ผิวหนังได้ พูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ เกราะป้องกันผิวอ่อนแอ —> ผิวสูญเสียน้ำ —> ผิวขาดน้ำ —> ผิวอ่อนแอลง —> ผิวแพ้ง่าย

ทำไมเกราะป้องกันผิวถึงอ่อนแอ? ทำไมตัวเองถึงมีผิวแพ้ง่าย ผิวขาดน้ำ?

ถ้าตัดเรื่องอายุออกไป คุณเคย…
1. ล้างหน้าแรง ๆ เพราะคิดว่าจะทำให้ล้างหน้าสะอาดขึ้น
2. สครับ/มาร์กหน้าบ่อย ๆ (มากกว่า 2 ครั้ง/สัดาห์)
3. ใช้ตัวยาแรง ๆ เพราะอยากเห็นผลไว ๆ
4. เลเซอร์ผิวหน้าบ่อย ๆ (มากกว่า 4 ครั้ง/เดือน)
5. ไม่เคยบำรุงด้วยผลิตภัณฑ์ที่ให้ความชุ่มชื้น ใช้ผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิวเพียงอย่างเดียว
6. ไม่ทาครีมกันแดด
7. ไม่เคารพตัวเอง (พักผ่อนน้อย นอนดึกตื่นสาย ดื่มน้ำน้อย ทานแต่ของไร้ประโยชน์ ดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ออกกำลังกาย)
ถ้าคุณเคย…นั่นแหละค่ะเหตุผล…ฉะนั้นคนที่ทำให้เกิดกระแส ผิวแพ้ง่าย ผิวขาดน้ำ ก็คือ ตัว-คุณ-เอง

ผิวแพ้ง่าย ผิวขาดน้ำ ดูแลอย่างไร
การจะทำให้ผิวแพ้ง่าย ผิวขาดน้ำกลับมาสดใส เปล่งปลั่ง นุ่มฟู เด้ง สุขภาพดีอย่างยาวนาน สาว ๆ ก็ต้องแก้ที่ต้นเหตุสิจ๊ะ ถ้าเกราะป้องกันผิวเราอ่อนแอ เราก็ต้องหมั่นดูแล เติมน้ำเช้า-เย็น ให้ผิวของเรากลับมาแข็งแรงเต็ม 100 ตามนี้เล๊ยย
1. ล้างหน้าอย่างนุ่มนวลด้วยผลิตภัณฑ์ล้างหน้าสูตรอ่อนโยน ไม่มีสารสบู่ สาร SLS/SLES น้ำหอม แอลกอฮอล์
2. ใช้โทนเนอร์หลังล้างหน้า เพื่อปรับสมดุล เตรียมผิวให้พร้อมสำหรับการบำรุงในขั้นตอนต่อไป
3. ขั้นตอนบำรุง บำรุง และก็บำรุง
3.1 อันแรกให้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะเหลวที่สุด บางเบา และซึมไว จากนั้นค่อยใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะข้นหนืด เนื้อหนัก ซึมช้า
เช่น น้ำตบ essence เซรั่ม —> เจล (หนืดน้อย) —> เจล (หนืดมาก) —> โลชั่น —> ครีม —> Oil
3.2 เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติให้ความชุ่มชื้นเป็นหลัก สารสำคัญ เช่น Hyaluron, Sodium PCA, Aloe Vera ฯ
4. ขั้นตอนสุดท้ายนั่นก็คือ “อดทนรอ” รอให้ผลิตภัณฑ์ออกฤทธิ์ รอให้ผิวปรับสภาพ รอให้ผิวฟื้นตัวกลับมาแข็งแรงจำไว้ว่าอะไรที่เห็นผลไวเกิน ใช่ว่าจะให้ผลดีเสมอไป เพราะการฟื้นฟูยากกว่าการทำลาย ถ้าไม่อยากมีผิวแพ้ง่าย ผิวขาดน้ำ ก็ต้องรู้จักคำว่า “รอ

 

เพราะ FACELABS เชื่อว่าการมีผิวแข็งแรงสุขภาพดีคือการลงทุนเก็งกำไรในระยะยาว

อ้างอิงจาก

กานต์ วงศ์ศุภสวัสดิ์ และคณะ. (ม.ป.ป). ความสัมพันธ์ของการสูญเสียน้ำทางผิวหนังกับการมีผิวเซนซิทีฟ (CORRELATION OF TRANSEPIDERMAL WATER LOSS AND SENSITIVE SKIN). มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
Piccioni, A., et al. (2017). Improving Skin Aging, Skin Hydration and Sensitive Skin with Four Specific Skin Care Product : Results from and Single-Centre, Observation, Prospective Study.
Journal of Cosmetics, Dermatological Science and Applications, 7, 48-56.
Baumann, L. (2008). Understanding and Treating Various Skin Types : The Baumann Skin Type Indicator. Dermatologic Clinics, 359-373.

ปรับ pH ให้ balance เปลี่ยนผิวหน้าให้สวยใส

เคล็ดลับผิวสุขภาพดีจาก FACELABS
เคยมั้ยใช้อะไรนิด ๆ หน่อย ๆ เอะอะก็แพ้! เอะอะก็ระคายเคือง!! ไหนจะมีสิวผด สิวอักเสบ ผื่นคัน แดง ผิวแห้ง ผิวลอก และสารพัดปัญหาผิวปวดจิตอีกมากมายที่แย่งกันมารัว ๆ อย่างกับหน้าเป็นโปรยั่ว ๆ จากแพคเกจพาเที่ยว!!! แล้วเพราะอะไรนะหรอ ง่ายมาก คำตอบอยู่ที่ผิวหน้าของสาว ๆ เองยังไงละ
อ้าว แต่เราก็ดูแลบำรุงผิวหน้าตลอดนะ ไม่ว่าจะล้างหน้า ทาครีม หรือมาร์คหน้า ก็ทำเป็นประจำไม่เคยขาด แล้วปัญหาจะอยู่ที่ผิวหน้าเราได้ยังไง จริงไหม??? แต่นี่แหละค่ะคือคำตอบของคำถาม เพราะผลิตภัณฑ์สำหรับผิวหน้าที่เลือกใช้นั้น สาว ๆ เคยคิดถึงคำว่า ค่า pH ของผิวบ้างมั้ยคะ ปัญหาต่าง ๆ นา ๆ เหล่านี้มีสาเหตุมาจากค่า pH ผิวหน้าของสาว ๆ นั่นแหละ

แล้วค่า pH คืออะไร? ทำไมถึงสำคัญกับผิว

pH ก็คือค่าที่แสดงความเป็นกรด – ด่าง มีทั้งหมด 1-14 ระดับ โดยปกติผิวของเรานั้นจะมีชั้นไขมัน และคราบไคล “Acid Mantle” เคลือบอยู่บนผิวชั้นขี้ไคล เกิดจากการสังเคราะห์ระหว่าง Lipophilic Components และเอนไซม์ 2 ชนิดที่มีฤทธิ์เป็นกรด จึงทำให้ผิวตามธรรมชาติมีความเป็นกรดอ่อน
(pH 4.2 – 5.6) ซึ่งเป็นสภาพที่มีความสมดุลมากที่สุด หรือหลาย ๆ คนอาจเคยได้ยินในชื่อ “pH balance” มีทำหน้าที่ช่วยอะไรบ้างไปดูกันเล๊ยยย

1. เป็นเกราะป้องกันผิว (Skin barrier)
– ช่วยปกป้องไม่ให้ผิวหยาบกร้าน เสียความชุ่มชื้น
2. ผิวแข็งแรง บอกลาสิว
ผิวที่มีความเป็นกรดเล็กน้อยจะทำให้เคราตินบนผิวชั้นขี้ไคลยึดติดกันเหนียวแน่นมากขึ้น สิ่งสกปรก สารก่อภูมิแพ้ และมลภาวะไม่กล้าย่างกราย ลดการระคายเคือง นอกจากนี้ยังช่วยยับยั้งเชื้อแบคทีเรียนิสัยไม่ดีไม่ให้มาทำลายผิวสวย ๆ ให้เกิดสิวอีกด้วยนะ
3. เป็นสารต้านอนุมูลอิสระบนผิว
ช่วยป้องกันสิวหัวดำได้นะเจ้า

สาว ๆ เห็นแล้วหรือไม่ว่าการที่ผิวหน้าของเรามี pH balance นั้นดีแค่ไหน ผิวแข็งแรงสุขภาพดี ไม่มีสิวไม่มีการแพ้หรือการระคายเคืองมากวนใจ แต่สาว ๆ มักเป็นคนทำลายสมดุลผิวโดยไม่รู้ตัวตั้งแต่การเลือกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้า ถ้าเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีค่า pH เป็นด่างสูง (Soap based cleansers) นานวันเข้าจะทำให้เกราะป้องกันผิวถูกชะล้างออกไปจนหมด ผิวจึงหยาบกร้าน ขาดความชุ่มชื้น มีโอกาสเกิดริ้วรอยก่อนวัย แถมยังต้องเผชิญมรสุมพายุสิวอี๊ก
หากเป็นเช่นนั้นละก็ เชิญสถานีต่อไป….สถานีรูดบัตรจ้า…..ไหนจะรูดค่าหมอ ค่าฉีดสิว ค่าครีมบำรุงสารพัด อันไหนรีวิวดี รีวิวเด็ด รูดซื้ออย่างไว เพราะสาว ๆ อย่างเราเห็นใบหน้าเป็นสิ่งสำคัญ แพงแค่ไหนก็จะสรรหามาประเคนดูแลรักษาผิวหน้าให้กลับมาแข็งแรงเป็นปกติดังเดิม แต่จะดีกว่าไหมถ้าเสียน้อยแต่ได้กลับมามาก ให้ FACELABS Pure Gel ดูแลคุณตั้งแต่ขั้นตอนแรกของการล้างหน้า
FACELABS Pure Gel เป็นเจลล้างหน้าสูตรใส เหมาะสำหรับผิวบอบบางที่ต้องการการฟื้นฟู ปรับสมดุล pH ใบหน้าให้กลับกับมา Balance อย่างมั่นใจ ผ่านการทดสอบ และรับรองผลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง มีส่วนผสมของสารทำความสะอาด TEA Cocoyl Glutamate ที่ช่วยทำความสะอาดสิ่งสกปรก คราบความมันอย่างล้ำลึกอ่อนโยนโดยไม่ทำให้เกราะป้องกันผิวหายไป พร้อมเสริมความชุ่มชื้นให้ผิวหน้าอย่างยาวนานด้วย Sodium PCA ที่มีอยู่ในชั้นผิวหนังของทุกคน ให้สาว ๆ กล้าอวดผิว สู้สายตาชาวโลกอย่างไม่อายใครตามสไตล์ชาวเฟสเลเบียน สาวก FACELABS

อยากมีผิวสวยใส หรือ ร่วงโรยเลยวัย คุณเลือกเอง

เจลล้างหน้า ลดสิว ไร้ปัญหากวนใจ

ไม่ว่าจะผ่านไปกี่วัน กี่เดือน กี่ปี “สิว” ก็ยังคงติด Top 5 ปัญหากวนใจยอดฮิตของคนส่วนใหญ่ เพราะนอกจากจะทำให้ไม่น่ามองแล้ว ยังทำให้บุคลิกภาพ และ First Impression ของเราลอยละลิ่วปลิดปลิวไปไกลอีกด้วย ยิ่งสาว ๆ ผิวแพ้ง่าย ผิวอ่อนแอ เสียสมดุล ยิ่งต้องดูแลให้ดีเพราะใช้อะไรนิด ๆ หน่อย ๆ สิวก็ถามหาแล้วจ้า และก่อนที่จะรักษาสิว สาว ๆ ก็ต้องรู้ก่อนว่าสิวเกิดจากอะไร มีสาเหตุจากอะไร เพื่อที่หลังจากรักษาสิวหายแล้วจะได้ป้องกันไม่ให้เกิดสิวซ้ำอีก แถมยังช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าเราด้วยนะ

สิวมีสาเหตุมาจาก 2 ปัจจัย ได้แก่
1. ปัจจัยภายใน – ฮอร์โมน กรรมพันธุ์ และความเครียด ซึ่งในจุดนี้ สาว ๆ สามารถปรึกษาแพทย์ได้นะจ๊ะ
2. ปัจจัยภายนอก – แสงแดด มลภาวะ การทำความสะอาด ผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับใบหน้า การสัมผัสใบหน้าบ่อย ๆ เป็นต้น

จะเห็นได้ว่าสิวเกิดได้หลายสาเหตุ แต่ที่แพทย์ผิวหนังต้องพบเจออยู่เป็นประจำมักเป็นสิวที่เกิดจาก “ความสกปรก” อาจจะเกิดจากการล้างหน้าไม่สะอาดเพียงพอ เลือกผลิตภัณฑ์ล้างหน้าไม่เหมาะสมทำให้ผิวหน้าอ่อนแอ ไม่สามารถป้องกันการเกิดสิวได้ ถ้าสาว ๆ อยากเผยผิวหน้าเนียนใส ไร้สิว ให้โลกประจักษ์ก็ต้องเริ่มจากการรักษาความสะอาดผิวหน้า ซึ่งสาว ๆ สามารถสแกนเลือกผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เหมาะสมเบื้องต้นได้ตามนี้เลยจ้า

1. ไม่มีส่วนผสมของสารสบู่
– สบู่มีค่า pH เป็นด่าง สามารถทำให้สภาพความเป็นกรดด่างของผิวเปลี่ยนจากกรดอ่อน (pH 5) ไปเป็นด่างแก่ (pH 9.5 – 10.8) ซึ่งมีฤทธิ์กัดกร่อนทำให้ผิวเกิดผื่นคันแดง และผิวลอกได้ นอกจากนี้แม้สารสบู่จะทำความสะอาดได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก แต่ก็ดึงความชุ่มชื้นบนผิวออกไปมากเช่นกัน ทำให้ผิวรู้สึกแห้งตึง เมื่อใช้ไปนาน ๆ จะทำให้ผิวเสียสมดุล อ่อนแอ และระคายเคืองได้ง่ายยิ่งขึ้น
2. ไม่มีสารพาราเบน
– ในสมัยก่อนพาราเบนถือว่าเป็นสารกันเสียยอดนิยม แต่มีรายงานว่ามักก่อให้เกิดการระคายเคืองกับผิว ดังนั้นในปัจจุบันผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เป็นเวชสำอางสำหรับผิวแพ้ง่ายจึงหันมาใช้สารกันเสียชนิดอื่นที่อ่อนโยนต่อผิวแต่ยังคงประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อโรคได้ดี
3. ไม่มีสี และน้ำหอม
– หากสาว ๆ เป็นคนผิวแพ้ง่าย ใช้อะไรก็มีผื่นแดง คัน ปรากฏบนใบหน้า ให้จำไว้ว่าสาว ๆ ต้องเลือกผลิตภัณฑ์ดูแลผิว ที่ไม่มีสี และน้ำหอมโดยเฉพาะในผลิตภัณฑ์ล้างหน้า เพราะจะเกิดการตกค้าง และยิ่งไปกระตุ้นให้ผิวเกิดการระคายเคืองสะสมมากขึ้น สิวก็มาเยือนสิจ๊ะ อาจมาชั่วคราว หรืออยู่ยาว ๆ ก็ไม่รู้
4. ไม่มีสารทำความสะอาด SLS / SLES
– สาร SLS เป็นสารทำความสะอาดประจุลบที่ดีมาก แต่หลังล้างหน้ามักทิ้งประจุไฟฟ้าไว้บนผิว ทำให้เกิดการอักเสบในชั้นผิวไม่เหมาะกับผิวเป็นสิว ผิวแพ้ง่ายอย่างมาก และแม้สาร SLES จะปรับปรุงให้มีความเข้มข้นต่ำลงก็ตาม แต่ไม่มีสารเหล่านี้เป็นดีที่สุด หน้าพังเป็นสิวขึ้นมาเสียหายหลายแสน แล้วอย่าบอกว่าไม่เตือนนะจ๊ะ

 

นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เหมาะสมสำหรับผิวเป็นสิว และผิวแพ้ง่ายควรมีลักษณะเป็นเจลใสเพราะเจลมีโครงสร้างเหมือนตาข่ายสามารถยึดเกาะหรือเคลือบอยู่บนผิว ช่วยป้องกันการสูญเสียน้ำออกจากผิวหลังล้างหน้าได้ดี ไม่ทำให้ผิวแห้งตึง ซึ่งเจลล้างหน้า FACELABS Facial Cleanser Pure Gel เป็นเจลล้างหน้าสูตรใส ช่วยปรับสมดุลผิว ไม่ก่อให้เกิดสิว ผ่านการคิดค้น และพัฒนาสูตรจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังมาอย่างยาวนาน การันตีผลด้วยรางวัลจาก Lisa และ Cleo มีสารสำคัญอย่าง TEA Cocoyl Glutamate ขจัดสิ่งสกปรกอุดตันในรูขุมขนสาเหตุการเกิดสิวได้ล้ำลึก ไม่ตกค้างลงบนผิว คืนสมดุลความความชุ่มชื้นด้วย Sodium PCA ช่วยให้เกราะป้องกันผิวแข็งแรง ลาขาดผิวเป็นสิว
แต่ แต่ แต่ ถ้าสาว ๆ ยังทำพฤติกรรมเหล่านี้ เช่น นอนดึก นอนน้อย เครียด ทานอาหารที่มีไขมัน และน้ำตาลสูง กระตุ้นให้รูขุมขนอักเสบเพิ่มขึ้นโดยการถูหน้าแรง ๆ ตอนล้างหน้า ก็เหมือนเราไปเคาะประตูห้องสิว ก๊อก ก๊อก ก๊อก แล้วบอกว่า “เฮ้ เรายังไม่หายคิดถึงเลยอะ อยู่ต่ออีกหน่อยสิ” รับรองได้เลยว่าสิวจะอยู่กับสาว ๆ ไปอีกนานแสนนาน

“ฤดูฝนแล้ว ไม่ต้องดูแลผิวก็ได้” ความเชื่อผิด ๆ ในหน้าฝน

น้ำมันในมอยส์เจอร์ไรเซอร์ส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกดูดซึมเข้าสู่ผิวหนัง แต่จะเคลือบอยู่บนผิว ทำให้ใบหน้ามีความมันเยิ้ม เหนียวเหนอะหนะ อุดตันอยู่ในรูขุมขน และก่อให้เกิดสิว เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวทีมวิจัยจึงได้มีการคิดค้นผลิตภัณฑ์ FACELABS Oil Free Moisturizer ซึ่งเป็นมอยส์เจอร์ไรซ์เซอร์บำรุงผิวสูตรอ่อนโยนปราศจากน้ำมันที่ก่อให้เกิดการอุดตันทุกชนิด
ไม่ว่าจะมาจากแร่ธาตุ พืช หรือสัตว์ ทำให้เมื่อทาไปแล้วผลิตภัณฑ์สามารถซึมเข้าสู่ผิวได้อย่างรวดเร็ว หน้าไม่มัน ไม่เหนียวเหนอะหนะ และไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน หรือระคายเคือง แต่คงประสิทธิภาพในการเติมเต็ม เก็บล็อกความชุ่มชื้นให้กับผิวได้เป็นอย่างดีทำให้ผิวนุ่มชุ่มชื้น กระชับไม่หน่อยคล้อย มี 2 สูตร สำหรับ ผิวแห้ง – แห้งมาก และผิวธรรมดา คนที่มีผิวบอบบางแพ้ง่ายก็ใช้ได้นะจ๊ะเพราะไม่มีก่อให้เกิดการระคายเคือง

สยบปัญหาริ้วรอยก่อนวัยด้วย Sodium Hyaluronate

Hyaluronic acid เป็นส่วนหนึ่งของสารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติใต้ผิวหนัง (Natural Moisturizing Factors : NMF) ถูกสร้างขึ้นกระจายอยู่ทั่วบริเวณผิวชั้นหนังแท้ (Dermis) มีลักษณะคล้ายเจลแทรกตัวอยู่ระหว่างเซลล์ผิว ทำหน้าที่อุ้มน้ำ ลดเลือนริ้วรอย ทำให้ผิวเรียบเนียนแลดูอ่อนเยาว์ แต่น่าเศร้าเพราะเจ้า Hyaluronic acid นั้นจะค่อย ๆ ลดลงเมื่อเรามีอายุเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ทำให้ผิวของเรามีริ้วรอยก่อนวัย ไม่ว่าจะเป็นมลภาวะ สิ่งแวดล้อม แสงแดด รวมถึงการดำเนินชีวิตที่เร่งรีบ ความเครียด สิ่งเหล่านี้เป็นศัตรูตัวร้ายที่ทำให้ผิวหมองคล้ำ รอยตีนกา ริ้วรอยเหี่ยวย่น ร่องลึกตามหน้าผาก และร่องแก้ม เห็นแบบนี้แล้วสาว ๆ หลายคนอย่าเพิ่งท้อนะจ๊ะเพราะเดี๋ยวนี้นวัตกรรมความงามเขาได้มีการศึกษา วิจัย คิดค้นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ช่วยชะลอ และลดเลือนริ้วรอยก่อนวัยด้วย “Sodium Hyaluronate”

Sodium Hyaluronate ก็คือ Hyaluronic acid ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาให้มีโมเลกุลขนาดเล็กลงเพื่อให้สามารถซึมลงเข้าสู่ผิวได้ดียิ่งขึ้น และเพิ่มประสิทธิภาพช่วยกักเก็บ เติมเต็มน้ำให้กับเซลล์ผิวได้อย่างยาวนานทำให้ผิวบริเวณที่เป็นริ้วรอย และร่องลึกดูตื้นขึ้น แก้ปัญหาผิวหมองคล้ำ ผิวแห้ง ลอกเป็นขุย พร้อมทั้งซ่อมแซมผิวที่หย่อนคล้อยให้กลับมาเต่งตึง กระชับ เรียบเนียน เร่งกระบวนการฟื้นฟูเซลล์ผิว ลดการสร้างอนุมูลอิสระ กรองรังสี UV ที่ทำร้ายผิว อ่อนโยน ไม่ก่อให้เกิดการแพ้หรือการระคายเคืองต่อผิว
แหม คุณสมบัติดีงามอย่างนี้นี่เองถึงได้รับการยอมรับให้เป็น Moisturizer No.1 ที่นิยมนำมาเป็นสารสำคัญในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวสำหรับผิวแพ้ง่าย

“Sodium PCA” ฮีโร่ผู้พิชิตผิวแห้งกร้าน

ตอนเรายังเด็กผิวของเราจะมีความชุ่มชื้น เมื่อสัมผัสจะให้ความรู้สึกเนียนนุ่ม เรียบลื่น ไม่ลอกเป็นขุยนั่นเป็นเพราะผิวหนังของเราสามารถสร้างสาร Natural Moisturizing Factors (NMF) ได้นั่นเอง ซึ่งสาร NMF จะพบมากบริเวณผิวชั้นนอกหรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อชั้นขี้ไคล ซึ่งเป็นตัวการสำคัญในการดูแลความชุ่มชื้นของผิว แต่เมื่ออายุมากขึ้นสาร NMF ก็จะลดลงเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ผิวแห้งกร้าน เหี่ยวย่น ขาดความชุ่มชื้น และหากสาว ๆ หลายคนกำลังประสบกับปัญหาดังกล่าว จำเป็นต้องรีบบำรุงอย่างเร่งด่วน เราอยากแนะนำให้รู้จักกับ ฮีโร่ของเรานั่นก็คือออออ…..“Sodium PCA

 

Sodium PCA (Sodium Pyroglutamate) เป็นอนุพันธุ์ของกรดอะมิโนที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติภายในผิวหนังของมนุษย์ และยังเป็นส่วนหนึ่งของ Natural Moisturizing Factors (NMF) อีกด้วย ซึ่ง Sodium PCA จะทำหน้าที่เป็นมอยส์เจอร์ไรเซอร์รักษาสมดุลผิว เพิ่มความชุ่มชื้น ช่วยลดความแห้งกร้าน ทำให้ผิวเนียนนุ่ม ชุ่มชื้น มีความอ่อนโยนสูง เหมาะกับผิวบอบบางแพ้ง่าย ไม่ระคายเคืองกับผิวหนัง ไม่ก่อให้เกิดการแพ้ ไม่อุดตัน ไม่ก่อให้เกิดสิว ดังนั้นนักวิจัยผลิตภัณฑ์เวชสำอางจึงเลือกที่จะนำ Sodium PCA มาเป็นสารสำคัญในผลิตภัณฑ์บำรุงสำหรับทุกสภาพผิวโดยเฉพาะผิวแพ้ง่าย เพราะรับรองว่าปลอดภัย ไร้กังวล ผิวสุขภาพดีแถมสวยขึ้นอีกต่างหากกก

TEA-Cocoyl Glutamate สารทำความสะอาดที่สาว ๆ ควรรู้จัก

 สาว ๆ ที่กำลังมองหาผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้าคงอาจเคยเห็นชื่อสารบางตัวผ่านตามาบ้างแล้ว หนึ่งในนั้นอาจมีชื่อเรียกคุ้น ๆ หู เช่น “TEA-Cocoyl Glutamate” แล้วสาว ๆ เคยสงสัยหรือไม่ว่าสารตัวนี้มีคุณสมบัติอย่างไร? นอกจากนี้ยังนิยมนำไปใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดสำหรับเด็กอีกด้วย เราไปทำความรู้จักสารตัวนี้กันเลยดีกว่า

TEA-Cocoyl Glutamate ชื่อที่เราเห็นว่าอ่านยาก ๆ นี้คือสารทำความสะอาดที่สกัดจากมะพร้าว อุดมไปด้วยกรดอะมิโน L-Glutamic acid และกรดไขมัน Coconut fatty acid ช่วยลดแรงตึงผิวหรือช่วยทำความสะอาดสิ่งสกปรกที่เหมาะสำหรับผิวหน้า และสามารถทำความสะอาดคราบความมันได้อย่างล้ำลึก โดยไม่ทำลายโครงสร้างไขมันตามธรรมชาติที่มีในผิว จึงไม่ทำให้ผิวแห้งตึงหลังทำความสะอาด พร้อมทั้งช่วยปรับสมดุล pH ของผิวให้อยู่ในระดับกรดอ่อนตามธรรมชาติ และผ่านการทดสอบว่าเป็นสารที่มีความอ่อนโยนสูง เหมาะสำหรับผิวแพ้ง่าย ปราศจากการระคายเคือง ไม่ก่อให้เกิดสิว จึงนิยมใช้ในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดสำหรับเด็กที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ดังนั้นผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ TEA-Cocoyl Glutamate ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในตัวเลือกสำหรับสาว ๆ ที่กำลังมองหาผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้าสำหรับผิวแพ้ง่ายเพราะสามารถมั่นใจได้ว่า ไม่ก่อให้เกิดการแพ้หรือระคายเคืองอย่างแน่นอน

Essence ขั้นตอนแรกของการบำรุงผิวดีอย่างไร

เอสเซนซ์ หรือที่สาวๆ รู้จักกันดีในชื่อของ “น้ำตบ” ที่ไม่ว่าแบรนด์ไหนๆ ก็ต่างแนะนำให้ใช้เป็นขั้นตอนแรกของการบำรุงผิว แต่ใครจะรู้ว่าการใช้เอสเซนซ์ในขั้นตอนแรกก่อนที่จะเลือกใช้ครีมบำรุงผิวตัวอื่นๆ นั้นสำคัญอย่างไร ก่อนอื่นเราไปทำความรู้จักกับเอสเซนซ์กันว่า เค้าเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวประเภทไหนและมีข้อดีอะไรบ้าง

เอสเซนซ์ คือ ผลิตภัณฑ์ที่มีเนื้อเป็นของเหลวหรือมีเบสเป็นน้ำ (Water Base) เนื้อบางเบาอาจข้นกว่าน้ำเปล่าเล็กน้อยจึงสามารถซึมซาบเข้าสู่ผิวได้ดี อีกทั้งยังอุดมไปด้วยสารบำรุงผิวต่างๆ อย่าง วิตามิน, แร่ธาตุ, สารต้านอนุมูลอิสระ และสารสกัดจากธรรมชาติ ด้วยเนื้อผลิตภัณฑ์ที่บางเบาจึงบำรุงผิวได้อย่างล้ำลึก ด้วยประสิทธิภาพที่สามารถซึมเข้าสู่ผิวได้ดี เอสเซนซ์จึงเป็นผลิตภัณฑ์ที่แนะนำให้ใช้ในขั้นตอนแรกของการบำรุงผิว นอกจากนี้เอสเซนซ์ยังช่วยปรับสภาพผิวหน้า พร้อมทั้งช่วยให้ตัวบำรุงผิวตัวถัดไปสามารถซึมเข้าสู่ผิวและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพได้ดียิ่งขึ้น และสารบำรุงผิวในเอสเซนซ์ยังช่วยฟื้นฟูให้ผิวแข็งแรง พร้อมเติมเต็มความชุ่มชื้นให้ผิวเปล่งปลั่งสดใส เนียนนุ่มชวนสัมผัสอีกด้วย
สาวๆ ผิวมันที่กังวลในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ประเภทให้ความชุ่มชื้น เกรงว่าเนื้อจะหนาหนัก อุดตัน และก่อให้เกิดสิวเพิ่ม เอสเซนซ์จึงเป็นตัวเลือกหนึ่งที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้สาวผิวมันมีผิวที่เนียนนุ่ม เปล่งปลั่งไม่แพ้สาวๆ ผิวประเภทอื่น และเหมาะมากๆ สำหรับสาวผิวแห้งเพราะเอสเซนซ์สามารถเติมเต็มความชุ่มชื้น ได้ตั้งแต่ขั้นตอนแรกของการบำรุง นอกจากนี้การใช้เอสเซนซ์ยังช่วยให้ผิวหน้าเรียบเนียน Make up จึงติดทนนานได้ดียิ่งขึ้น

 ไม่เพียงสาวผิวมันและสาวผิวแห้งเท่านั้นที่เหมาะกับเอสเซนซ์ สาวๆ ผิวธรรมดาหรือผิวผสมก็สามารถใช้ได้ เรียกได้ว่าไม่ว่าผิวประเภทไหนก็สามารถใช้เอสเซนซ์ได้ แต่หากเป็นสาวๆ ผิวแพ้ง่าย เฟซแลบส์ แนะนำให้เลือกใช้เอสเซนซ์ที่มีส่วนผสมของ Sodium PCA ที่ช่วยเสริมสร้างเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรง ช่วยเติมเต็มน้ำหล่อเลี้ยงผิว และ Sodium Hyaluronate ที่ช่วยเติมเต็มและเก็บล็อคความชุ่มชื้นในชั้นผิวได้ยาวนาน อย่าง “FACELABS Hydrating Essence” น้ำตบสำหรับผิวแพ้ง่าย ที่มีคุณสมบัติเติมเต็มความชุ่มชื้น ให้ผิวทันทีที่ใช้ พร้อมปรับสภาพผิวให้เรียบเนียน เปล่งปลั่ง สดใสอย่างเป็นธรรมชาติ

ผิวแพ้ง่าย..ปัญหาใหญ่ที่ไม่ควรมองข้าม

ทำไมเราถึงมีผิวที่แพ้ง่าย ?
“ผิวแพ้ง่าย” หรือ Sensitive Skin ปัญหาใหญ่สำหรับสาวๆ ที่ไม่ควรมองข้าม เพราะไม่ว่าจะใช้ ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า เครื่องสำอาง หรือแม้แต่อยู่ในสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงก็ทำให้ผิวหน้าของเรานั้นเกิดอาการ แพ้ขึ้นมาได้ง่ายๆ ซึ่งสาเหตุของการเกิด “ผิวแพ้ง่าย” นั้น จริงๆ แล้วเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ โดยสาเหตุหลักเกิดจากโครงสร้างของผิวที่ถูกทำลายจากสารเคมีที่อยู่ในเครื่องสำอาง เช่น สารสเตียรอยด์ สารปรอท เป็นต้น เมื่อผิวถูกทำลายจากสาเหตุเหล่านี้บ่อยๆเข้า ก็จะทำให้ผิวเกิดการระคายเคืองจนเกิดการอักเสบ เกราะป้องกันของผิวถูกทำลายจนทำให้โครงสร้างผิวของเรา ไม่แข็งแรง และกลายเป็นคนผิวแพ้ง่ายในที่สุด

ลักษณะอาการผิวแพ้ง่าย
เมื่อโครงสร้างผิวของเราไม่แข็งแรง ย่อมเกิดอาการอื่นๆ ตามมา เช่น ผิวเป็นผื่นแดง ผิวแห้ง บางรายถึงขั้นมีอาการคันระคายเคือง ผิวลอก อักเสบ ก็เป็นได้ การใช้เครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์บำรุงผิวต่างๆ ที่มีสารเคมีอย่าง สเตียรอยด์ สารปรอทที่ทำร้ายผิวอยู่เป็นประจำ ก็ส่งผลทำให้ผิวถูกทำร้ายซ้ำๆ จนทำให้โครงสร้างผิวบอบบาง แพ้ง่ายมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้คนที่มีผิวแพ้ง่าย เพียงสภาพอากาศหรือสภาพแวดล้อม มลภาวะที่เปลี่ยนแปลง หรือแม้แต่ฝุ่นละอองก็ส่งผลให้เกิดการระคายเคืองได้ง่ายๆ ได้เช่นกัน ซึ่งอาการที่เกิดจากผิวแพ้ง่ายที่พบได้บ่อยคือ
     1. ผิวมีผื่นแดง เพียงแค่เพียงสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง เจอฝุ่น หรือแม้แต่ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้าก็สามารถเกิดการแพ้ได้
     2. มีอาการคันที่ผิว เมื่อเกราะป้องกันผิวไม่แข็งแรง ถูกทำลาย สิ่งแปลกปลอมหรือมลภาวะก็สามารถเข้าสู่ผิวได้ง่าย จึงก่อให้เกิดการคัน และระคายเคืองได้ง่าย
     3. ผิวแห้ง ลอก เป็นขุย อาการนี้มักเกิดขึ้นได้เป็นประจำ เกิดจากผิวที่แห้งกร้านและขาดความชุ่มชื้น พบบ่อยในผู้ที่ใช้ผลิตภัณฑ์จำพวกที่มีสารเร่งผลัดเซลล์ผิวเป็นระยะเวลานาน

เทคนิคการดูแลผิวแพ้ง่าย
การที่เราจะดูแลผิวแพ้ง่ายของเรานั้นให้ตรงจุด ถูกวิธี เราต้องเริ่มจากการสังเกตตัวเองก่อนเลยว่าเราแพ้อะไร เมื่อเรารู้ เราก็ต้องป้องกันและหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านั้น

การดูแลผิวแพ้ง่ายฟังแล้วอาจดูเหมือนยาก แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เรื่องยากเลย แค่เราดูแลผิวเราอย่างถูกวิธีโดยเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีส่วนผสมของสารเคมีที่ทำร้ายผิว เท่านี้เราก็สามารปกป้องผิวของเราได้ แต่หากสาวๆ คนไหนที่มีอาการแพ้เกิดขึ้นแล้ว ผิวหน้ามีอาการเป็นผื่นแดง คัน ระคายเคือง ผิวแห้งลอกเป็นขุยก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ฟื้นฟูผิวมากมายที่ตอบโจทย์สาวผิวแพ้ง่ายโดยเฉพาะ อย่าง “FACELABS Skin Restorer” ครีมลดอากาารผื่นแพ้ แดง ผิวหนังอักเสบ คัน ผิวแห้งลอก เป็นขุย ด้วยส่วนผสมที่สำคัญอย่าง Ceramide-3 และ Deoxyphytantriyl Palmitamide MEA ช่วยเสริมสร้างเกราะป้องกันและคืนความสมดุลให้ผิวที่แห้งแตก ลอกเป็นขุยให้กลับมามีสุขภาพดียิ่งขึ้น นอกจากจะฟื้นฟูผิวแล้ว Skin Restorer ยังคืนความชุ่มชื้นให้ผิวด้วยสารสกัดจากธรรมชาติอย่าง Imperata Cylindrica ให้ผิวเนียนนุ่ม แข็งแรงควบคู่ไปอีกด้วย

 

 

ผิวบอบบางแพ้ง่าย ดูแลอย่างไรให้ถูกวิธี?

ปัจจัยที่ก่อให้เกิด ผิวบอบบางแพ้ง่าย
ผิวแพ้ง่าย คือสภาวะผิวที่ไวต่อสิ่งรบกวน ไม่ว่าจะเป็น จากมลภาวะ สภาพอากาศ การเปลี่ยนแปลงทางฮอร์โมน ความเครียด การรับประทานอาหารที่ขาดคุณค่าทางโภชนาการ เช่น Fast Food หรือเรื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง อย่างน้ำอัดลม ซึ่งปัจจัยดังกล่าวล้วนแต่เป็นสิ่งกระตุ้นที่ก่อให้เกิด ผิวแพ้ง่าย

โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อผิว ที่ก่อให้เกิดผิวบอบบางแพ้ง่ายมากที่สุด คือ ปัจจัยภายนอก ไม่ว่าจะเป็น แสงแดด มลภาวะ สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง หรือสารเคมีบางชนิดในเครื่องสำอาง รวมถึงผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและบำรุงผิวหน้า เนื่องจากเป็นปัจจัยที่เข้ามาทำร้ายผิวโดยตรง โดยจะสังเกตได้จาก การเกิดผื่นแดง แสบ บริเวณผิวหน้า ผิวแห้งกร้าน ผิวลอก หรือมีอาการคันร่วมด้วย

ซึ่งหากมีอาการในลักษณะดังกล่าวแล้ว อันดับแรกควรเริ่มจากการฟื้นฟูผิวเพื่อให้กลับมาสู่สภาวะปกติ ซึ่ง FACELABS SKIN RESTORER ตอบโจทย์อย่างมากกับผู้ที่กำลังเผชิญปัญหาดังกล่าว เนื่องจาก FACELABS SKINRESTORER ช่วยบรรเทาอาการผื่นแพ้ แดง และคัน ด้วย Ceramide-3 และ Deoxyphytantriyl Palmitamide MEA พร้อมทั้งลดปัญหาจากผิวแห้งแตก ลอกเป็นขุย คืนความสมดุล

ให้ผิว ช่วยฟื้นฟูให้กลับมาเนียนนุ่ม และปกป้องผิวจากมลภาวะ เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวด้วยสารสกัดจากธรรมชาติ Imperata Cylindrica ให้ผิวแข็งแรง เนียนนุ่ม

แม้ยังไม่เกิดผิวแพ้ หรืออาการข้างต้น ก็ไม่ควรปล่อยวางหรือนิ่งนอนใจ เพราะในทุกๆวัน ผิวต้องเผชิญกับมลภาวะ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้นควรเริ่มต้นจากการดูแลผิว และมองหาผลิตภัณฑ์สำหรับ “ผิวบอบบางแพ้ง่าย” ซึ่งผลิตภัณฑ์ FACELABS ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกดีๆ เนื่องจากทุกผลิตภัณฑ์ คิดค้นมาเพื่อผู้ที่มี ผิวแพ้ง่าย โดยเฉพาะ

FACELABS มีวิธีดูแลและปกป้อง “ผิวบอบบางแพ้ง่าย” มาแนะนำ ดังนี้
1.1. ขั้นตอนแรกล้างหน้าด้วยเจล FACELABS FACIAL CLEANSER PURE GEL No.0 สูตรสำหรับผู้ที่มี ผิวแพ้ง่ายเป็นพิเศษ โดยปราศจากสารที่ก่อให้เกิดการแพ้ถึง 6 ชนิดได้แก่ พาราเบน, สบู่, SLS, สี, น้ำหอม, แอลกอฮอล์ และยังอ่อนโยนด้วยสารทำความสะอาดจากธรรมชาติ TEA-Cocoyl Glutamate พร้อมเพิ่มความชุ่มชื้นถึง 2 เท่าด้วย Sodium PCA ไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดสิว

1.2. หลังจากการล้างหน้าทุกเช้าและเย็น ควรเช็ดหน้าด้วยโทนเนอร์ FACELABS CLARIFYING TONER NO.0 FOR HYPERSENSITIVE SKIN เพื่อขจัดความมันส่วนเกินและสิ่งสกปรกที่ตกค้างอยู่ในรูขุมขน พร้อมทั้งเตรียมผิวสำหรับการบำรุงในขั้นตอนต่อไป
1.3. ต่อด้วยเอสเซ้นซ์บำรุงผิว FACELABS HYDRATING ESSENCE ซึ่งเป็นน้ำตบ สำหรับผู้ที่มี ผิวแพ้ง่าย โดยช่วยเก็บล็อคความชุ่มชื้นให้ผิวที่อ่อนแอ พร้อมปรับสภาพผิวให้แข็งแรง เนียนนุ่ม ด้วย Sodium PCA ช่วยรักษาสมดุลและเพิ่มความชุ่มชื้น ให้แก่ผิว เพื่อผิวอิ่มน้ำ

1.4. พร้อมทาครีมกันแดดในทุกวัน ด้วย FACELABS ULTRA SUN PROTECTION SPF 50 PA+++ เพื่อปกป้องผิวจากรังสี UVA / UVB และมลภาวะระหว่างวัน โดยปกป้องผิวยาวนานถึง 12 ชั่วโมง ด้วยเทคโนโลยี Hybrid Sunscreen

ที่มีส่วนสำคัญในการช่วยเคลือบผิวหนังเพื่อสะท้อนหรือกระจายรังสียูวีบีออกไปจากผิว และยังสามารถดูดซับรังสียูวีเอ 1และยูวีเอ 2 ไว้ไม่ให้ซึมลงสู่ชั้นผิวหนังชั้นล่าง ด้วยส่วนผสมของ Methylene Bis-Benzotriazolyl Tetramethylbutylphenol และ Octocrylene ทำให้ FACELABS ULTRA SUN PROTECTION SPF 50 PA+++ มีความคงตัวและมีเสถียรภาพในการปกป้องผิวสูงสุด พร้อมบำรุงผิวด้วยสารสกัดจากธรรมชาติ

 

การใช้ครีมกันแดดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ทำไมต้องใช้ครีมกันแดด?

 สาวๆ รู้หรือไม่ว่ารังสียูวีจากแสงแดดที่เราต้องเผชิญเป็นประจำทุกวันส่งผลเสียต่อผิวของเรามากน้อยแค่ไหน ไม่ว่าจะรังสียูวีจากแสงแดดแสงจากหลอดไฟ คอมพิวเตอร์ หรือแม้แต่โทรศัพท์มือถือ ซึ่ง เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นครีมกันแดดจึงเป็นตัวช่วยที่สำคัญมากในการปกป้องผิว

ทำความรู้จักกับครีมกันแดดให้มากขึ้น

Sunscreen หรือครีมกันแดดที่หลายๆ คนใช้เป็นประจำเพื่อปกป้องผิวของเราจากแสงแดดหรือรังสี UVที่มีขายทั่วไปหาซื้อง่ายได้หลากหลายชนิด แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

กระจายแสงสะท้อน UVA / ดูดซับ UVB

1. Chemical filter/Chemical Sunscreen
ครีมกันแดดที่ทำหน้าที่ “ดูดซับ” แสงแดดที่ตกกระทบผิวหนัง ช่วยป้องกันรังสี UVA และ UVB นอกจากนี้ครีมกันแดด ประเภทนี้ เกลี่ยง่าย บางเบา ไม่ทำให้ผิวเหนอะหนะ แต่ก็มีข้อเสียคือจะปกป้องผิวไม่คงทน
2. Physical filter/Physical Sunscreen
ครีมกันแดดที่ทำหน้าที่ “สะท้อน” แสงแดดที่ตกกระทบผิวหนัง ครีมกันแดดประเภทนี้ไม่ก่อให้เกิดการแพ้ระคายเคือง เพราะไม่ทำปฎิกิริยาทางเคมีกับผิวหนัง แต่ข้อเสียคือ ทำให้ผิวเหนียวเหนอะหนะ เนื่องจากเนื้อครีมค่อนข้างหนา

ทาครีมกันแดดอย่างไรให้ปกป้องผิว

ทาครีมกันแดดอย่างไรให้ปกป้องผิว
การใช้ครีมกันแดดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ควรทาครีมกันแดดเป็นประจำ
สม่ำเสมอทุกวัน ทาก่อนออกแดด 15-30 นาที และควรใช้ครีมกันแดดที่มีเทคโนโลยี Hybrid Sunscreen หรือครีมกันแดดที่มีคุณสมบัติสองกลไกลในการปกป้องผิวคือ สามารถปกป้องผิวจากทั้งรังสี UVA และ UVB พร้อมทั้ง มี SPF มากกว่าหรือเท่ากับ 30 และมี PA+++ อย่าง FACELABS Ultra Sun Protection SPF 50 PA+++

 ครีมกันแดดสำหรับผิวแพ้ง่ายด้วยเทคโนโลยี Hybrid Sunscreen ที่ทำหน้าที่ 2 กลไกลใน 1 เดียว คือ สามารถสะท้อนรังสี UVB ออกจากผิวและดูดซับรังสี UVA ไว้ไม่ให้ทำร้ายผิว ด้วยส่วนผสมของ Methylene Bis-Benzotriazolyl Tetramethylbutylphenol และ Octocrylene ที่สามารถปกป้องผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ครีมกันแดด FACELABS Ultra Sun Protection SPF 50 PA+++ นอกจากจะทำหน้าที่ปกป้องผิวอย่างมีประสิทธิภาพแล้วยังบำรุงผิวของคุณให้เนียนนุ่ม ชุ่มชื้นแลดูน่าสัมผัส

ผิวหน้าขาดน้ำ ทำไงดี?

สาวๆ คนไหนที่กำลังพบเจอกับปัญหานี้ วันนี้เฟซแลบส์มีคำตอบพร้อมวิธีแก้ไขมาบอกค่ะ
เชื่อว่าหลายๆ คนคงต้องพบเจอกับปัญหานี้ “ผิวหน้าขาดน้ำ” หรือที่เรียกกันว่า “ผิวหน้าขาดความชุ่มชื้น” ซึ่งผิวหน้าขาดน้ำนี้ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่สำคัญสำหรับผิวหน้าและไม่ควรมองข้ามเลยก็ว่าได้ เพราะเมื่อผิวหน้าขาดน้ำก็มักจะเกิดปัญหาอื่นๆ ตามมา เช่น จุดด่างดำ ผิวคล้ำ เกิดฝ้า กระ ถ้าหากปล่อยไว้นานๆ แน่นอนเลยว่าไม่ส่งผลดีต่อใบหน้าของเราแน่นอน

ผิวหน้าขาดน้ำเกิดจากอะไร
ผิวหน้าขาดน้ำหรือผิวหน้าไม่ชุ่มชื้นเกิดได้จากปัจจัยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น คนที่ดื่มน้ำน้อยเกินไป, หลังจากล้างหน้าแล้วไม่รีบทา “มอยเจอร์ไรเซอร์” ทันที, ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าที่มีคุณสมบัติในการผลัดเซลล์ผิวเป็นประจำ (พบได้บ่อยในผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้ผิวขาว) หรือ ไม่ทาครีมกันแดดเป็นประจำ เป็นต้น

 

เมื่อเราทำพฤติกรรมเหล่านี้เป็นประจำทุกวัน ก็จะส่งผลให้ผิวหน้าของเราแห้งจนยากเกินจะฟื้นฟูใบหน้าที่ผิวหน้าขาดน้ำ ขาดความชุ่มชื้นให้กลับมาสุขภาพดีได้เหมือนเดิม แล้วสาวๆ จะรู้ได้ไงล่ะว่าตอนนี้ผิวหน้าของเรากลายเป็นผิวหน้าขาดน้ำ? 


แต่งหน้าไม่ติด, ผิวแห้ง, ลอก, ผิวมัน
1. แต่งหน้าไม่ติด! สังเกตง่ายๆ เลยเวลาทารองพื้นที่หน้าจะลอกเป็นขุยไม่เรียบเนียนหรือทาครีมไม่ค่อยซึม

 

2. ผิวแห้ง ลอก ถ้าเราลองเอาเล็บข่วนที่ผิวเบาๆ จะเห็นได้ว่าผิวจะมีรอยสีขาวเป็นทางตามรอยข่วน
3. ผิวแห้ง มัน เกิดขึ้นเป็นบางครั้งสำหรับคนหน้าแห้งลอกทั้งที่จริงแล้วคนหน้ามันก็เป็นได้
และสำหรับคนที่มีผิวหน้าขาดน้ำมากๆ จะสังเกตเห็นได้ชัดเจนที่สุดคือ ผิวเกิดการอักเสบ แดง เป็นผื่นแพ้ เกิดอาการแพ้ง่าย

เทคนิคการแก้ปัญหา “ผิวหน้าขาดน้ำ”

วิธีเลือกครีมกันแดด สำหรับ ผิวแพ้ง่าย

แสงแดดศัตรูตัวร้ายที่คอยทำร้ายผิว โดยเฉพาะสาวๆ ที่มี ผิวแพ้ง่าย แสงแดดถือได้ว่าเป็นตัวการสำคัญ ที่ทำให้ผิวที่บอบบางยิ่งระคายเคืองมากยิ่งขึ้น เพราะในแต่ละวันของเรายังต้องเผชิญกับแสงแดด และรังสี UVA และ UVB ตลอดเวลาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็น แสงจากหลอดไฟ โทรทัศน์ โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ หรือ อุปกรณ์อิโทรนิคต่างๆ ซึ่งรังสีดังกล่าวนั้นล้วนก่อให้เกิด ฝ้า กระ จุดด่างดำ รอยสิว บางรายร้ายแรงถึงขนาดเป็น “มะเร็งผิวหนัง”

ดังนั้นสาวๆ ที่มีผิวบอบบาง หรือ ผิวแพ้ง่าย ควรอย่างยิ่งที่จะเลือกผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับผิว เพราะในทุกวันของเราต้องเจอกับปัจจัยเสี่ยงหลายอย่าง ที่ก่อให้เกิดการแพ้ ระคายเคือง ทั้งนี้เพื่อป้องกัน หรือปกป้องผิวไม่ให้เกิดอาการแพ้ หรือการระคายเคือง ควรเริ่มต้นจากการรู้วิธีเลือกผลิตภัณฑ์ ครีมกันแดด ให้เหมาะกับ ผิวแพ้ง่าย

1. เลือกผลิตภัณฑ์ ครีมกันแดด ที่เนื้อบางเบา เกลี่ยง่าย ไม่เหนียวเหนอะหนะ แห้งไว รู้สึกสบายผิว หลังทาลงบนผิวหรือใบหน้า
2. หากระหว่างต้องเจอแดดหนักควรเลือกผลิตภัณฑ์ ครีมกันแดด ที่มีค่า SPF 50 ขึ้นไป เนื่องจากสามารถปกป้องผิวจากแสงแดดและรังสี UVA/UVB และมลภาวะอันเป็นสาเหตุการเกิดปัญหาฝ้าและความหมองคล้ำบนใบหน้า
3. ครีมกันแดด ต้องมีความคงตัวและเสถียรภาพในการปกป้องผิว เพื่อปกป้องผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยาวนานถึง 12 ชั่วโมง

4. ตรวจสอบผลิตภัณฑ์ให้ดีว่าปราศจากสารเคมีที่ก่อให้เกิดการแพ้หรือไม่ อาทิ พาราเบน, สบู่, SLS, สี, น้ำหอม, แอลกอฮอล์ เพราะสารเคมีดังกล่าวทำให้เสียสมดุลของผิวผิวแห้งระคายเคือง สูญเสียความชุ่มชื้น บางรายอาจเกิดอาการคัน ผื่นแดง เนื่องจากเป็นกลุ่มคนที่มี ผิวแพ้ง่าย จึงต้องการการดูและและปกป้องแบบพิเศษ

5. และจะยิ่งดีขึ้นไปอีกหากผลิตภัณฑ์ ครีมกันแดด มีเทคโนโลยี “Hybrid Sunscreen” ที่ช่วยทำหน้าที่ได้ 2 กลไก คือสามารถเคลือบผิวหนังเพื่อสะท้อนหรือกระจายรังสียูวีบีออกไปจากผิว และยังสามารถดูดซับรังสียูวีเอ 1 และยูวีเอ 2 ไว้ไม่ให้ซึมลงสู่ชั้นผิวหนังชั้นล่าง

ด้วยสภาพผิวของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางรายอาจเป็นผู้ที่มี ผิวแพ้ง่าย ดังนั้นควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ ครีมกันแดด ที่เหมาะกับสภาพผิว เพื่อไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง หรือมีสารตกค้างอันตรายที่ก่อให้เกิดการทำร้ายผิวในอนาคต

Blue light แสงสีฟ้า อันตรายต่อผิวที่ไม่ควรมองข้าม

สาวสายออฟฟิศทั้งหลายรู้หรือไม่! ว่า “แสงสีฟ้า” จากจอคอมและสมาร์ทโฟน นอกจากส่งผลเสียต่อสายตาเราแล้ว ยังส่งผลเสียต่อผิวของเราด้วย ทำให้ผิวหน้าเกิดริ้วรอย หมองคล้ำ ซึ่งเป็นปัจจัยที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ทางที่ดีที่สุดเราควรปกป้องผิวของเราด้วยการทาครีมกันแดดที่สามารถปกป้องผิวหน้าของเราจากแสงสีฟ้าได้ อย่าง “FACLABS Ultra Sun Protection SPF30 PA+++ ”
รักผิวให้เฟซแลบส์ดูแลผิวคุณ

ฝุ่นมลภาวะ ศัตรูตัวร้ายที่ทำลายผิวหน้าเราแบบไม่รู้ตัว PM 2.5

มลภาวะที่เราหลายคนต่างมองข้ามอย่างฝุ่นละอองต่าง ๆ ตามอากาศ ภัยเงียบที่ทำร้ายผิวหน้าเราโดยตรงซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดทั้งวัน โดยเฉพาะฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กมากอย่าง PM 2.5 ฝุ่นที่มีขนาดเล็กมากเล็กกว่าเส้นผ่าศูนย์การของเส้นผมประมาณ 25 เท่า! และ “เล็กกว่ารูขุมขุนเราถึง 20 เท่า” ส่งผลให้ผิวหน้าของเรานั้นหมองคล้ำ เกิดริ้วรอยและจุดด่างดำ

ไม่อยากให้ผิวถูกทำร้ายไปกว่านี้ แค่สาว ๆ หมั่นดูแลผิวเป็นประจำเพื่อเสริมสร้างเกราะป้องกันให้ผิวโดยการ
     ดูแลผิวหน้าให้สะอาด ล้างหน้าด้วยเจลล้างหน้าแท้บริสุทธิ์ ที่สำคัญต้องปราศจากสารเคมีที่ก่อให้เกิดการแพ้ด้วย “ FACELABS Facial Cleanser Pure Gel” – ใช้ครีมบำรุงผิวเป็นประจำเช้า เย็น ด้วย “FACELABS Oil Free Moisturizer” เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวป้องกันไม่ให้ฝุ่นละอองตัวร้ายเกาะผิวเราได้ – ทาครีมกันแดดเป็นประจำทุกวัน เช้า – เย็น ป้องกันริ้วรอยและความหมองคล้ำบนใบหน้า ควรเลือกใช้ครีมกันแดดที่ป้องกันรังสีได้ทั้ง UVA และ UVB มีสารต้านอนุมูลอิสระ ยับยั้งอนุภาคละอองฝุ่นไม่ให้เกาะติดที่ผิวได้ด้วย “ Ultra Sun Protection”

ผิวแห้งขาดความชุ่มชื้น ตัวการสำคัญทำให้เกิดริ้วรอยเกิดวัย

ผิวแห้งขาดความชุ่มชื้น ตัวการสำคัญทำให้เกิดริ้วรอยเกิดวัย โดยปกติผิวจะสร้าง Natural Moisturizing Factor (NMF) หรือน้ำนวลตามธรรมชาติ
อันได้แก่ Sodium PCA และ Hyaluronic Acid ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันผิวตามธรรมชาติ และช่วยคงความชุ่มชื้น แต่เมื่ออายุ 18 ปีขึ้นไป ผิวจะค่อยๆผลิต NMF หรือน้ำนวลตามธรรมชาติได้น้อยลง ทำให้ผิวแห้ง ขาดความชุ่มชื้น และเกิดริ้วรอยก่อนวัย ให้ FACELABS Hydrating Essence เป็นตัวช่วยในการป้องกันการเกิดริ้วรอยก่อนวัยสิคะ

น้อง FACELABS Hydrating Essence ของเรา เค้ามีดีอะไรน้า

FACELABS Hydrating Essence ซึ่งทางเราได้รับผลตอบรับดีม๊ากกก ต้องขอบคุณ 🙏 ทุกๆ เสียงตอบรับที่ส่งมาให้ทางเราอย่างมาก
แต่อาจจะมีสาวๆหลายๆคนยังไม่รู้ว่า น้อง FACELABS Hydrating Essence ของเรา เค้ามีดีอะไรน้า 😍😍😍 ถึงได้รับความนิยมขนาดนี้ เอาเป็นว่าไม่เสียเวลาพูดมากดีกว่า ไปรู้จักน้องเค้ากันเล๊ยยยย!!

3 สัญญาณเตือนว่าผิวของคุณกำลัง “แห้งขาดน้ำ”

3 สัญญาณเตือนว่าผิวของคุณกำลัง “แห้งขาดน้ำ”
1. เริ่มมีริ้วรอยก่อนวัยอันควร 2. ผิวหมองคล้ำ 3. ผิวระคายเคือง แห้งตึง หากสาวๆ คนไหนมีอาการดังกล่าว แสดงว่าผิวหน้าขาดความชุ่มชื้นและเริ่มกลายเป็นคนผิวหน้าแห้ง ทำไงดีล่ะทีนี้..!?
☝ปัญหาเหล่านี้จะหมดไปแค่ดูแลผิวหน้าอย่างตรงจุด เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับสภาพผิวเราเท่านั้น แอดคอนเฟิร์มเลยว่าปัญหาเหล่านี้จะไม่มากวนใจสาวๆ อีกแน่นอน
👇เพียง 3 ขั้นตอน แล้วบอกลามนุษย์หน้าแห้งกรอบไปได้เลย ✔ ทำความสะอาดผิวหน้าด้วย FACELABS FACIAL CLEANSER PURE GEL ✔ บำรุงผิวเนียนนุ่มด้วย FACELABS HYDRATING ESSENCE ✔ เติมความชุ่มชื้นให้ผิวด้วย FACELABS OIL FREE MOISTURIZER

วันนี้เฟซแลบส์จะพามาดู 3 ขั้นตอนง่าย ๆ ในการทำความสะอาดแปรงที่เรารักกัน

สำหรับสาว ๆ คนไหน ที่ชื่นชอบการแต่งหน้าเป็นชีวิตจิตใจ เชื่อว่าแปรงแต่งหน้าก็ต้องสำคัญเช่นกัน แต่แปรงแต่งหน้าเมื่อใช้นาน ๆ ก็จะเกิดการสะสมของเชื้อโรคและเชื้อแบคทีเรียจากเครื่องสำอางได้ถ้าเราไม่ทำความสะอาดเลย เพราะฉะนั้นเรามาทำความสะอาดแปรงที่เรารักกันดีกว่า ด้วยวิธีง่าย ๆ ตามมาดูกันเลย

น้ำยาทำความสะอาด
1. พ่นสเปรย์ลงบนแปรงแต่งหน้าให้ขนแปรงเปียกชุ่ม
2. นำแปรงถูวนไปมา เบา ๆ บนกระดาษทิชชู่หรือผ้าขนหนูจนไม่เหลือคราบสกปรก ทำซ้ำไปเรื่อย ๆ จนคราบออกหมด
น้ำมันมะกอก
1. เทน้ำมันมะกอกลงภาชนะและนำแปรงเครื่องสำอางจุ่มลงไปและขยี้เบา ๆ ให้คราบสกปรกหลุดออก
2. เทแชมพูเด็กใส่ลงภาชนะและนำแปรงที่ขยี้ลงในน้ำมันมละกอกเสร็จ มาขยี้วน ๆ เบา ๆ ในแชมพู
3. หลังจากนั้นนำแปรงมาล้างออกด้วยน้ำสะอาดให้คราบสกปรกหลุดออก
4. ซับด้วยผ้าขนหนูเบา ๆ แล้วนำแปรงไปผึ่งไว้ให้แห้ง
แชมพูเด็ก สบู่
1. เทแชมพูประมาณ 1 ช้อนโต๊ะผสมกับน้ำอุ่นลงในภาชนะ
2. นำแปรงแต่งหน้าล้างน้ำสะอาดก่อน 1 ครั้งเพื่อให้คราบสกปรกเหนียวๆของเครื่องสำอางหลุดออกก่อน
3. นำแปรงจุ่มลงไปในภาชนะแล้วหมุนเบา ๆ ประมาณ 10 วินาที *อย่าจุ่มแปรงลงไปลึก จุ่มแค่ปลาย ๆ 
4. จากนั้นล้างแปรงด้วยน้ำสะอาดแล้วใช้มือลูบเบา ๆ
5. เสร็จแล้วซับด้วยผ้าขนหนูเบา ๆ แล้วนำแปรงไปผึ่งไว้ให้แห้ง

ป้องกัน ดูแล รักษาผิว ไม่ให้สิวมากวนใจ

สิว เป็นอาการทางผิวหนังซึ่งเป็นเรื่องปกติที่พบได้ทั่วไป สำหรับใครที่กำลังประสบพบเจอกับสิวเจ้าปัญหา กังวลใจอยู่นั้น ก็อย่าเครียดกันจนเกินไปนะคะ เพราะเมื่อเรายิ่งเครียดก็จะยิ่งส่งผลเสียต่อฮอร์โมนและทำให้สิวยิ่งเห่อเพิ่มมากขึ้นได้ ในส่วนของการดูแลรักษาผิวนั้นก็ง่ายๆเลยค่ะ

  • ดื่มน้ำให้มากๆวันละ 8 แก้วอย่างต่ำ

  • ลดละอาหารมัน รสจัด เค็มจัด หวานจัด หมักดอง บุหรี่ เครื่องดื่มจำพวกแอลกอฮอล์

  • รับประทานวิตามินเสริม อย่างเช่น วิตามิน C, E, A, บี รวม, ซิงค์, โอเมก้า 3, ซีลีเนี่ยม เจ้าวิตามินพวกนี้จะช่วยทำให้หน้าใสไกลสิว

  • พยายามไม่เครียด ทำจิตใจให้สงบ

  • เลี่ยงการอยู่ในที่มีอากาศร้อนมากเกินไปเพราะอากาศร้อนนั้นจะเกิดสิวได้ง่ายกว่าอากาศเย็น

  • ออกกำลังกายเพื่อลดความเครียดก็สามารถช่วยลดการเกิดสิวได้

  • ล้างหน้าให้ถูกวิธี โดยการใช้น้ำอุณหภูมิปกติในการทำความสะอาดใบหน้า ห้าม! ใช้น้ำอุ่นไปทางค่อนข้างร้อนจัด หลังจากลงโฟมล้างหน้าแล้ว ให้ใช้น้ำอุ่นแบบพอดีล้างโฟมออกรอบแรกแล้วตบท้ายด้วยน้ำเย็นและไม่ควรถูหน้าแรงจนเกินไป หลังจากล้างหน้าให้ซับน้ำออกเบาๆหมาดๆ แล้วตามด้วยการลงสกินแคร์ที่เหมาะกับผิวของเราในการบำรุงผิว

ในเรื่องของการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวนั้นก็ควรเลือกใช้ที่เหมาะกับผิวหน้าของเรา เพราะเป็นสิ่งสำคัญมากอย่างหนึ่งในขั้นตอนการดูแลผิวหน้าเช่นกัน เห็นไหมคะเพียงแค่เรารู้จักดูแลรักษาผิวให้ถูกวิธี เจ้าสิวตัวปัญหาก็ไม่มากวนใจแล้วค่ะ

สิวมีกี่ประเภทกันนะ?


รู้กันหรือไม่ว่าสิวที่ขึ้นบนใบหน้าหรือตามร่างกายเราแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน บางคนสิวเม็ดเล็ก แดง
มีหนอง อักเสบ ซึ่งลักษณะของสิวนั้นมีมากมายหลายชนิด แต่ถ้าแบ่งด้วยกันแล้วจะมีด้วยกันทั้งหมด 2 ประเภท คือ
สิวปกติที่เกิดจากการอุดตันของสิวเสี้ยนในรูขุมขน
สิวอุดตันหัวเปิด / สิวหัวดำ {Blackheads}
สิวอุดตันหัวดำนั้นเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ไขมัน และเซลล์ผิวที่ตายไปแล้วสะสมอยู่ในรูขุมขน ขึ้นตามส่วนบริเวณต่างๆของร่างกายตามใบหน้า ลำคอ หลัง หรืออก เป็นต้น
สิวอุดตันหัวปิด / สิวหัวขาว {Whiteheads}
สิวชนิดนี้เป็นสิวที่ไม่มีหัวเปิด เมื่อลูบแล้วจะรู้สึกเหมือนมีไตก้อนๆ เป็นเม็ดเล็กๆ บีบออกยาก ไม่สามารถบีบออกได้เองเนื่องจากรากฝังลึก ต้องให้แพทย์หรือพยาบาลผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้กดให้อย่างถูกวิธี ซึ่งสิวประเภทนี้ถ้าปล่อยไว้นานจะมีโอกาสเสี่ยงให้เกิดสิวอักเสบมากที่สุด
สิวอักเสบ แบ่งออกได้เป็น 3 ชนิด
สิวชนิดตุ่มนูนแดง {Papule}
มีลักษณะนูนเป็นตุ่มแดง สิวชนิดนี้มาจากสิวอุดตันหัวปิดหรือที่เรียกว่าสิวหัวขาว
สิวหัวหนอง {Pustule}
บริเวณฐานรอบสิวมีสีแดงและหัวสิวมีหนองนูนขึ้นมา สิวชนิดนี้เกิดจากสิวตุ่มนูนแดงที่ได้รับการรักษาแบบไม่ถูกวิธี
สิวอักเสบแดงเป็นก้อน {Nodular Acne}
สิวที่มีลักษณะเป็นตุ่มแดง ใหญ่ เมื่อลูบดูจะรู้สึกเป็นไตแข็งๆและเจ็บ สิวชนิดนี้หลังจากหายแล้วอาจเกิดแผลเป็นได้
สิวซีสต์ {Cystic Acne}
สิวชนิดนี้จะมีลักษณะแดงเป่ง มีขนาดใหญ่มาก และมีถุงซีสต์ขนาดใหญ่อยู่ใต้ผิวหนัง เมื่อสัมผัสจะเจ็บมาก เกิดการอักเสบเป็นหนองจนกลายเป็นก้อนซีสต์ขนาดใหญ่
สิวผด
สิวชนิดนี้จะมีอาการคัน ลักษณะเป็นผื่นๆเม็ดเล็ก บางรายอาจเป็นเม็ดแดง ๆ และมีอาการแสบหรือไม่แสบขึ้นอยู่กับผิวของแต่ละคน สิวชนิดนี้จะขึ้นบริเวณหน้าผากเป็นส่วนมากและขึ้นเห่อมากในช่วงอากาศร้อนสูง ๆ
สิวเสี้ยน
สิวเสี้ยนจะพบมากที่สุดบริเวณจมูก แก้มและคาง เกิดจากการอุดตันของไขมันและสิ่งสกปรกในรูขุมขน สิวชนิดเมื่อกดออกจะเป็นเม็ดสิวเล็ก ๆ หรือเป็นเส้นไขมันสีขาว ๆ
สิวไม่ปกติ สิวประเภทอื่นๆ
สิวไม่ปกติคือ สิวที่เกิดจากการแพ้ยา หรือแพ้สารสเตียรอยด์ สิวชนิดนี้จะไม่ได้เกิดจากต่อมไขมันหรือการอุดตันของสิวเสี้ยนโดยตรง
จากข้างตนที่กล่าวไปนั้นก็คือ สิวแต่ละประเภทที่เรามักพบเจอกันบ่อย ๆ ซึ่งเราควรหมั่นดูแลรักษาทำความสะอาดผิวหน้าของเราอยู่สม่ำเสมอเพื่อไม่ให้เจ้าสิวจำพวกนี้มากวนใจ และสำหรับใครที่เป็นสิวที่เกิดจากสภาวะอื่น ๆ อย่างแพ้ยา สารสเตียรอยด์ เราก็ควรพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นผิวของเรา เพียงเท่านี้ก็หมดห่วงเรื่องสิว ๆ ไปได้เลย!

ทำไมเราถึงเป็นสิว!


สิวเกิดจากอะไร เราเคยสงสัยกันไหมคะว่า เม็ดตุ่ม ๆ หรือที่เรียกกันว่าสิวนั้นมันเกิดขึ้นมาได้อย่างไรและสาเหตุเกิดจากอะไร ?
     สาเหตุหลัก ๆ ของการเกิดสิวเลย คือการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน อย่างเช่น ผู้หญิงสิวจะเห่อมากกว่าปกติในช่วงก่อนประจำเดือนมา เป็นต้น การรับประทานอาหาร ความสกปรกจากมลภาวะ ต่อมไขมันที่มีการผลิตมากเกินไปทำให้เกิดการอุดตัน กรรมพันธุ์ และสารเคมีต่าง ๆ จากผลิตภัณฑ์ที่เราเลือกใช้และเชื้อแบคทีเรียก็ก่อให้เกิดสิวอักเสบ

contentcawaiimedia

วิธีดูแลรักษาเมื่อเป็นสิว
วิธีการดูแลรักษา ป้องกัน ไม่ให้สิวเพิ่มขึ้นมากจากเดิมอีกนั้น ไม่ใช่เรื่องยากเลยค่ะ แค่เรารู้จักดูแลรักษาผิวหน้าของเราอย่างถูกวิธีก็ช่วยป้องกันการเกิดสิวได้มากขึ้นมาได้แล้วค่ะ ซึ่งการป้องกันสิวก็ทำได้ง่าย ๆ ตามนี้เลยค่ะ
      ไม่สัมผัสบริเวณที่เป็นสิว เพราะมือของเรานั้นมีเชื้อโรคหรือสิ่งสกปรกซึ่งอาจทำให้สิวอักเสบมากขึ้นกว่าเดิม|
     ล้างหน้าด้วยน้ำสะอาดบริเวณที่เป็นสิว และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ปราศจากน้ำมัน แต่ไม่ควรล้างหน้าเกินวันละ 2 ครั้งต่อวันเพราะจะทำให้ผิวระคายเคืองและยังเสี่ยงก่อให้เกิดการแพ้อื่น ๆ ตามมาได้
     อาบน้ำหลังทำกิจกรรมหนักที่ทำให้เหงื่อออกมากทุกครั้ง เพื่อชำระล้างเหงื่อและน้ำมันออก
     ควรเช็ดเครื่องสำอางค์ออกให้หมดและล้างหน้าให้สะอาดทุกครั้ง เพื่อป้องกันสิ่งตกค้างจากสารเคมี การสะสมของน้ำมัน และสิ่งอุดตันใต้ผิวหนัง
     เลี่ยงการใช้ครีมที่มีส่วนประกอบของน้ำมัน

 
 

ทำไมต้อง 6 – Frees??

1. SLS Free

ปราศจากสาร Sodium Lauryl Sulfate สารทำความสะอาดที่ช่วยขจัดสิ่งสกปรกมักก่อเกิดการระคายเคืองผิวหนังและดวงตา

2. Soap Free

ปราศจากสารชำระล้างกลุ่มสบู่ ซึ่งมีความเป็นด่าง (pH > 7) ทำให้เสียสมดุลของผิว ผิวแห้งระคายเคือง และสูญเสียความชุ่มชื้น

3. Paraben Free

ปราศจากสารกันเสียกลุ่ม Paraben ที่มักใช้ในกลุ่มเครื่องสำอาง และแม้จะได้รับการยอมรับให้ใช้ในปริมาณที่กำหนดของ อย. แต่มีงานวิจัยที่พบว่า พาราเบนที่สะสมเป็นเวลานานอาจก่อให้เกิดมะเร็งเต้านม

4. Color Free

ปราศจากสี ที่ทำให้เกิดอาการคัน หรือระคายเคืองตามผิวหนังในกลุ่มคนผิวแพ้ง่าย

5. Fragrance Free

ปราศจากน้ำหอม ที่ทำให้เกิดการแพ้สะสมและระคายเคืองผิวในกลุ่มคนผิวแพ้ง่าย

6. Alcohol Free

ปราศจากแอลกอฮอล์ ที่ทำให้ผิวแห้ง คัน และเกิดการระคายเคืองผิวได้ อาจขึ้นอยู่กับความเข้มข้นและสัดส่วนที่มีอยู่ในเครื่องสำอาง

 

#6Frees #ทำไมต้อง6FREES #FACELABS #FACELABS #PUREGEL #FACELABSPUREGEL #DermatologistRecommended

บำรุงผิวแบบพิเศษ สำหรับสาวผิวผสม

– มาส์กหน้าส่วน T-Zone เพื่อขจัดน้ำมันส่วนเกินและเซลล์ผิวเสื่อมสภาพ

ซึ่งเลือกใช้เป็นครีมมาร์กหรือแผ่นมาร์กก็ได้ ช่วยให้ผิวฉ่ำเด้ง คืนความสดใสเปล่งปลั่ง

– ในช่วงที่มีอากาศเปลี่ยนแปลง ลมพัดแรง หรืออุณหภูมิต่ำ ผิวมักจะแห้งตึง แห้งกร้าน

ควรมาส์กหน้าเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น หากบริเวณแก้มมีรอยแดงจากเส้นเลือดฝอยแสดงถึงผิวขาดความแข็งแรงให้เลือกวิธีนวดคลึงผิวด้วยปลายนิ้วมือเบาๆ สักประมาณ 2-3 นาที สลับหยุดสักพักแล้วทำอีก 2 รอบ

เพื่อกระตุ้นเลือดไหลเวียนดีขึ้น ผิวคุณก็จะดูมีน้ำมีนวลอมชมพูสม่ำเสมอ

– ควรดูแลผิวทั้งสองโซนให้สมดุล โดยเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับสภาพผิวผสม (Normal Skin)

เพราะว่าจะช่วยควบคุมไม่ให้เกิดความมันส่วนเกินบริเวณ T-Zone

และช่วยให้ผิวส่วน U-Zone นุ่มนวลชุ่มชื้น ไม่แห้งตึง

– ควรเลือกใช้ครีมที่เหมาะกับผิวแห้งในยามเช้า ผิวมันในยามค่ำคืน

กลางวันเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เน้นเติมความชุ่มชื้นให้ผิว

ยืดอายุสกินแคร์ยังไง? ให้ใช้ได้นาน…?

ไม่ควรเก็บไว้ในที่ร้อนหรือมีแดดส่องถึง

หลีกเลี่ยงการใช้นิ้วควักออกจากบรรจุภัณฑ์โดยตรง

ใช้ไม้พายหรือช้อนสะอาดตักแทน

ไม่ซื้อเครื่องสำอางหรือสกินแคร์กักตุนไว้เยอะเกินไปโดยไม่จำเป็น

เช็ควันหมดอายุอย่างสม่ำเสมอ

พื้นฐานสำคัญของผิวสวยดูอ่อนกว่าวัย

ต้องยิ้มแย้มแจ่มใส

กินผลไม้ตระกูลเบอรี่ เพราะอุดมไปด้วยวิตามินซี ผิวพรรรณเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล

บำรุงดูแลเส้นผมไม่ให้แห้ง ชี้ฟู แตกปลาย

กันคิ้วให้เข้ารูป ใบหน้าดูสดใส กรอบหน้าชัดเจนมากขึ้น

ทำความสะอาดใบหน้าให้เกลี้ยงเกลา

แต่งตัวให้เป็นก็ดูดีมีสไตล์ได้

บำรุงมือให้เต่งตึงสุขภาพดี

รับประทานปลาและผักใบเขียว

ออกกำลังกายสัปดาห์ละ 4 วัน

3 ขั้นตอนง่ายๆ สำหรับการดูแลผิวสะอาดใส

เนื่องจากในปัจจุบัน สภาพอากาศที่ร้อนชื้น มลภาวะและฝุ่นควัน

อีกทั้งเครื่องสำอางที่ผสมสารเคมีต่างๆ เป็นปัจจัยในการทำให้ผิวหน้าหมองคล้ำ

สิ่งสกปรกสะสม และทำให้เกิดปัญหาผิวอีกนานัปการ

การทำความสะอาดผิวหน้าจึงถือเป็นเรื่องสำคัญในชีวิตประจำวันสำหรับทุกคน

วิธีการทำความสะอาดผิวหน้าควรปฏิบัติอย่างถูกต้อง

และทำตามขั้นตอนที่เหมาะสมจึงจะเกิดประสิทธิภาพ

ผิวสะอาดหมดจด และลดปัญหาต่างๆ ของผิวได้

โดยวิธีการทำความสะอาดที่ถูกต้องเหมาะสม มีขั้นตอนดังนี้

Step 1 : ขั้นตอนการเช็ดล้างเครื่องสำอาง

ใช้ครีมสำหรับเช็ดทำความสะอาดเครื่องสำอางสูตรอ่อนโยน แม้กระทั่งบริเวณผิวที่บอบบางรอบดวงตาก็ควรเช็ดเบาๆให้สะอาด