SPF และ PA ในครีมกันแดด…แค่ไหนถึงพอ

ถ้าพูดถึงสกินแคร์ที่สามารถใช้ได้ทุกเพศทุกวัยและควรจะใช้ทุกวันละก็จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก “ครีมกันแดด” เพราะอากาศเมืองไทยไม่ว่าจะฤดูร้อน หนาว หรือฝน แดดก็เปรี้ยงพร้อมที่จะแผดเผาผิวของเราอยู่ตลอด ครีมกันแดดในท้องตลาดก็มีให้เลือกมากมาย แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าครีมกันแดดแบบไหนที่เหมาะกับสภาพอากาศของเมืองไทย

ก่อนอื่น…มาทำความเข้าใจคำบนฉลากของผลิตภัณฑ์กันแดดก่อนว่าคืออะไรบ้าง

Broad Spectrum คืออะไร

Broad spectrum บนฉลากหมายถึงผลิตภัณฑ์กันแดดที่สามารถปกป้องผิวจากรังสี UVA และ UVB ซึ่งเป็นสาเหตุของความหมองคล้ำและริ้วรอยก่อนวัย แต่ถ้าต้องการรู้ว่าสามารถป้องกันได้มากแค่ไหนให้ดูที่ค่า SPF และ PA

SPF คืออะไร

SPF หรือ Sun Protection Factor คือค่าที่บ่งบอกว่าผลิตภัณฑ์นี้มาสามารถปกป้องผิวจากอาการผิวไหม้ (burning) หรืออาการแดงจากรังสียูวีบี (UVB) ถ้าคิดเป็นผิวของเราสัมผัสกับแสงแดดเป็น 100%

  • ครีมกันแดดที่มี SPF 15 จะสามารถปกป้องผิวจากรังสี UVB ได้ 93.33 %
  • ครีมกันแดดที่มี SPF 30 สามารถปกป้องผิวจากรังสี UVB ได้มากขึ้นเป็น 96.67% หรือประมาณ 97%
  • ครีมกันแดด SPF 50 ที่เป็นที่นิยมนั้นสามารถปกป้องผิวจากรังสี UVB ได้ถึง 98%

จะเห็นได้ว่ายิ่ง SPF สูงขึ้นประสิทธิภาพการปกป้องผิวก็สูงขึ้นด้วย แต่ก็เป็นการเพิ่มขึ้นทีละน้อยเท่านั้น

…แล้วถ้า SPF สูงกว่า 50 ล่ะ ?

SPF 60 ก็สามารถปกป้องได้เพียง 98.33% จะเห็นได้กว่าต่อให้ SPF มากกว่า 50 แต่การปกป้องผิวไม่ต่างจากเดิมมากนัก และต่อให้ SPF 100 ก็ไม่สามารถปกป้องได้ถึง 100% ทางองค์การอาหารและยา (อย.) กำหนดให้ผลิตภัณฑ์กันแดดที่ SPF มากกว่า 50 ใช้คำว่า SPF 50+ แทนโดยไม่สามารถกำหนดค่า SPF จริงได้เพราะไม่มีการยืนยันว่าสามารถป้องกันรังสี UVB ได้ดีมากกว่า ดังนั้นการใช้ครีมกันแดดที่มี SPF 50 ก็เพียงพอแล้ว

PA คืออะไร

การวัดค่า PA ไม่มีมาตรฐานการวัดที่เป็นกลางสำหรับใช้ทั่วโลก เป็นเพียงการวัดตามมาตรฐานของแต่ละประเทศเท่านั้น โดยสัญลักษณ์ PA ตามด้วยเครื่องหมายบวก (+) เป็นการอ่านค่าการป้องกันรังสียูวีเอ (UVA) จากประเทศญี่ปุ่น PA หรือ Protection Grade of UVA เป็นการวัดค่าการป้องกันรังสี UVA จากอาการคล้ำหรือเรียกว่า PPD (Persistent Pigment Darkening) ที่เป็นการอ่านแบบยุโรป

  • PA+ หมายถึง สามารถป้องกันรังสี UVA ได้ระดับต่ำ หรือป้องกันผิวคล้ำจากรังสี UVA ได้ 2-4 เท่า (PPD = 2-4)
  • PA++ หมายถึง ป้องกันรังสี UVA ได้ระดับปานกลาง หรือป้องกันผิวคล้ำจากรังสี UVA ได้ 6-8 เท่า (PPD = 6-8)
  • PA+++ หมายถึง ป้องกันรังสี UVA ได้ระดับสูง หรือป้องกันผิวคล้ำจากรังสี UVA ได้ 8-16 เท่า (PPD = 8-16)
  • PA++++ หมายถึง ป้องกันรังสี UVA ได้ระดับสูงมากหรือป้องกันผิวคล้ำจากรังสี UVA ได้มากกว่า 16 เท่า (PPD >16)

การเลือกครีมกันแดดที่สำคัญที่สุดคือ ไม่จำเป็นต้องเลือก SPF หรือ PA ที่สูงที่สุดเสมอไป เพราะนั่นหมายถึงการใช้สารกันแดดในผลิตภัณฑ์มากเกินไป และจะทำให้มีโอกาสให้ผิวเกิดการระคายเคืองมากขึ้นตามไปด้วย แต่ควรเลือกครีมกันแดดที่เหมาะกับกิจวัตรประจำวันและสภาพอากาศที่เหมาะสมมากกว่า หรือถ้าใครต้องทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นเวลานานๆ ควรใช้วิธีทาซ้ำระหว่างวันจะดีกว่า สำหรับสาวๆ คนไทยเลือก SPF 50 และ PA+++ ก็เพียงพอแล้ว

เว็บไซต์นี้ใช้ระบบคุกกี้เพื่อทำให้เรามั่นใจได้ว่าคุณจะได้รับประสบการณ์ที่ดี และเนื้อหาที่คุณสนใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยคุณสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว